Home > Economics & Finance, News and politics > วัฏจักรธุรกิจการเมือง กับความก้าวหน้าของประชาธิปไตยไทย, อภิชาต สถิตนิรามัย

วัฏจักรธุรกิจการเมือง กับความก้าวหน้าของประชาธิปไตยไทย, อภิชาต สถิตนิรามัย

วัฏจักรธุรกิจการเมือง กับความก้าวหน้าของประชาธิปไตยไทย

โดย อภิชาต สถิตนิรามัย

จากสัญชาตญาณของนัก เศรษฐศาสตร์ไทยจำนวนมาก คำถามแรกที่ตั้งขึ้นเมื่ออ่านแนวนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองที่ใช้โฆษณาหาเสียงในขณะนี้คือ จะเอาเงินจำนวนมากมหาศาลจากไหนมาผลิตผลงานตามที่ได้สัญญาไว้กับประชาชน โดยไม่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมากเกินไปในระยะยาวจนอาจมีผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง

หลายท่านจึงมองนักการเมืองอย่างดูถูกดูแคลนว่า กำลังขายฝัน หลอกลวงประชาชน เพราะเมื่อชนะการเลือกตั้งแล้วก็จะไม่สามารถทำตามสัญญาได้ทั้งหมด หรือหากทำหมดจริง ๆ ก็จะมีปัญหาการคลังตามมา เมื่อคิดเช่นนี้แล้วบางคนก็อาจจะพาลพาโลมีท่าทีดูถูกเหยียดหยามผู้มีสิทธิลงคะแนนว่า “โง่” (ภาษาสุภาพคือ “ชาวบ้านขาดข้อมูลข่าวสาร”) ถูกชักจูงให้หลงเชื่อนักการเมือง หวังผลประโยชน์เฉพาะหน้าจากนโยบายประชานิยมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ดังเช่นที่ตัวเองคิด

ผมไม่ปฏิเสธว่า ความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์ข้างต้นเป็นไปไม่ได้ มิฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์อนุรักษนิยมระดับรางวัลโนเบลปี 1986 James M. Buchanan คงไม่ประกาศนานแล้วว่า ระบบประชาธิปไตยมีแนวโน้มการขาดดุลทางการคลังเชิงโครงสร้าง (deficit biases) เพราะนักการเมือง ไม่ชอบขึ้นภาษีซึ่งจะทำให้เขาเสียคะแนนนิยม แต่กลับชอบเพิ่มค่าใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อเอาใจประชาชน

เมื่อคิดเช่นนี้จึงเสนอให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ บังคับให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณแบบสมดุลเท่านั้น (fiscal constitution) จะใช้งบขาดดุลไม่ได้ แนวคิดพื้นฐานของนักเศรษฐศาสตร์สายนี้เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิดของสำนักเคนส์เซียน (Keynesian) ในระดับเศรษฐศาสตร์มหภาค ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของนักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal) ในระดับจุลภาค โดยจุดร่วมของแนวคิดทั้งสองระดับคือ ความเชื่อแบบสุดโต่งว่า บทบาททางเศรษฐกิจของกลไก “ตลาดดีเสมอ แต่ของรัฐเลวเสมอ” พูดอีกแบบแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจคือ เอาการเมืองออกจากนโยบายเศรษฐกิจ (de-politicalization) เนื่องจากนโยบายเป็นเรื่องซับซ้อน เป็นเรื่องทางเทคนิค เป็นเรื่องข้อมูลจำนวนมาก เป็นเรื่องมีคนได้-มีคนเสีย

ดังนั้นกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจึงควรให้นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ (อ่านว่าเทคโนแครต และอาจารย์มหา′ลัยเท่านั้นในบริบทของไทย) เป็นผู้จัดทำนโยบาย เพราะคนเหล่านี้คือผู้มีความรู้ เป็นคนดี-มีศีลธรรม เป็นคนกลาง จึงมีทั้งความเชี่ยวชาญ มีสายตายาวไกล และมีความเป็นกลางที่จะคำนึงถึงเฉพาะผลประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น โดยไม่ต้องสนใจคะแนนนิยมทางการเมือง

สำหรับผม คำถามจึงมีอยู่ว่า ควรทำตามข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์สายนี้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ควรเอาการเมืองออกจากกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจหรือไม่ แนวคิดอนุรักษนิยมข้างต้นตั้งตนเป็นคุณพ่อผู้รู้ดีว่า อะไรเป็นประโยชน์ในระยะยาวแก่ลูก ๆ และจะจัดสรรผลประโยชน์ให้ลูกแต่ละคนอย่างเป็นธรรม

แนวคิดแบบนี้จึงเป็นการสร้างกลไกให้นักการเมืองรับผิดต่อตัวเอง แทนที่จะรับผิดต่อผู้เลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่ตนไม่ต้องรับผิดต่อใคร และเป็นการตั้งใจมองข้ามหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องปกครองตนเองผ่านการเลือกนโยบาย การคิดเช่นนี้จึงเป็นทัศนคติแบบชนชั้นนำ (elitist) พูดแบบหยาบ ๆ คือ ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ดูถูกดูแคลนว่าคนอื่นโง่กว่าตัวเอง

แน่นอน สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์กังวล มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง แต่สิ่งนี้ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการมองนโยบายของพรรคการเมืองผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์แบบนี้ไม่แม้กระทั่งจะสนใจ (อย่าว่าแต่จะเข้าใจเลย) ประเด็นคือ ไม่ว่าจะดีจะเลวมากน้อยเพียงใด นโยบายเศรษฐกิจของสองพรรคใหญ่ในปัจจุบันสะท้อนความก้าวหน้าของประชาธิปไตยไทย

หนึ่ง มีความแตกต่างของทิศทางและภาพรวมของนโยบายระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งดีกว่าอดีตที่นโยบายของทุกพรรคเหมือนกันหมด เพราะต่างคนต่างก็ไปลอกการบ้านจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสภาพัฒน์ ความแตกต่างทางนโยบายย่อมทำให้ผู้ลงคะแนนมีตัวเลือกที่ชัดเจน โดยสรุปคือ ประชาธิปัตย์สมาทานแนวคิดเศรษฐศาสตร์อนุรักษนิยม เน้นการแทรกแซงกลไกตลาดน้อยกว่าพรรคเพื่อไทย

ในทางตรงข้าม เพื่อไทยเป็นเคนส์เซียนมากกว่าประชาธิปัตย์ ตัวอย่างชัดเจนที่สุดของความแตกต่างนี้คือ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตัวแทน ปชป.พูดชัดเจนว่า จะไม่ยุ่งกับกลไกนี้ จะปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดราคาของเงินบาท หากจะมีการแทรกแซงตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนก็จะไม่แทรกแซงการตัดสินใจของธนาคารชาติ เพื่อไทยเสนอตรงข้ามว่า จะแทรกแซงเงินบาทให้มีค่าอ่อนลง และมีเสถียรภาพระดับสูง เพื่อสนับสนุนการส่งออก และธนาคารชาติต้องสนองนโยบายของรัฐบาล แน่นอนว่าแนวนโยบายทั้งสองย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมต่างกัน

กล่าวคือ นโยบายของเพื่อไทยอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าของ ปชป. แต่อาจมีปัญหาด้านเงินเฟ้อหรือด้านการขาดดุลการคลังมากกว่า ส่วนนโยบายของ ปชป.ก็จะมีผลในทางตรงกันข้าม ดังนั้น “ชาวบ้าน” จึงมีทางเลือกที่ชัดเจน

สอง มีความแตกต่างชัดเจนในการออกแบบแนวนโยบายของสองพรรคใหญ่เพื่อตอบสนองฐานเสียงที่แตกต่างกันของตน ความแตกต่างข้างต้นสะท้อนว่า ฐานเสียงของ ปชป.คือชนชั้นกลางเก่าในเมือง เช่น พวกมนุษย์เงินเดือนที่มีฐานะมั่นคงกว่า โดยเปรียบเทียบกับฐานเสียงของเพื่อไทย และกลุ่มทุนรุ่นเก่า เช่น นายธนาคาร คนสองกลุ่มนี้กลัวเงินเฟ้อหรือระดับการใช้จ่ายทางการคลังสูง มากกว่ากลัวอัตราการเติบโตที่ต่ำ เพราะตนมีฐานะมั่นคงแล้ว ซึ่งเงินเฟ้อจะไปทำลายมูลค่าที่แท้จริงของความมั่งคั่งของเขา

นอกจากนี้ฐานเสียงของ ปชป.ยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบทางการ (formal sector) ซึ่งเมื่อผนวกกับฐานะที่มั่งคั่งแล้ว กลุ่มนี้คือคนที่ต้องเสียภาษีทางตรงมากที่สุด ดังนั้นย่อมไม่ชอบ นโยบายที่ใช้จ่ายสูง และเขาไม่ให้ความสำคัญกับอัตราการเติบโตมากนักเพราะฐานะดีแล้ว

ในทางตรงข้าม ฐานเสียงของเพื่อไทยคือ คนชั้นกลางระดับล่าง หรือคนที่มีฐานะ “ปริ่มน้ำ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท ดังนั้นเขาต้องการโอกาสของการ “ลืมตาอ้าปาก” ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเพื่อไทยตอบสนองด้วยนโยบายเข้าถึงแหล่งทุนในหลายรูปแบบ เช่น กองทุนร่วมทุนระดับจังหวัด เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน และเพิ่มงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบกับการที่คนกลุ่มนี้อยู่นอกภาคเศรษฐกิจที่เป็นทางการ (informal sector) ซึ่งเสียภาษีทางตรงน้อยกว่า เขาย่อมจะให้ความสำคัญกับอัตราการเติบโตผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการทางการคลังมากกว่าสนใจปัญหาเงินเฟ้อแน่นอน

หากชนชั้นนำทางอำนาจของสังคมไทยเคารพผลการเลือกตั้งครั้งนี้โดยไม่อ้างเหตุต่าง ๆ เพื่อแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล ทุกพรรคเคารพผลการเลือกตั้ง และทุกฝ่ายเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทั้งสองพัฒนาต่อไปในระยะยาวแล้ว เราก็อาจเห็นภาพวัฏจักรธุรกิจการเมืองแบบ “political party business cycle” เกิดขึ้นในเมืองไทยเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอังกฤษก็เป็นได้ เมื่อผู้เลือกตั้งลงคะแนนให้พรรคแรงงาน (Labour Party) สลับกับพรรคอนุรักษนิยม (Conservative Party) เป็นรัฐบาล

หากวัฏจักรธุรกิจการเมืองเกิดขึ้นจริงในไทย ส่งผลให้ระบบเศษฐกิจมีเสถียรภาพน้อยลง (ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวสลับกับภาวะตกต่ำ) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่น่าปรารถนานัก แต่สิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่อาจเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่าประชาธิปไตยไทยก้าวหน้าขึ้น ผ่าน นโยบายที่ถูกกำหนดจากเสียงของผู้ลงคะแนนเลือกตั้งอย่างแท้จริง และสังคมก็จะเรียนรู้ถึงผลดีผลเสียของมันเองในระยะยาว พูดอีกแบบคือ เส้นทางประชาธิปไตยไม่มีทางลัด

คำถามคือ นักเศรษฐศาสตร์จะยอมเลิกคิดแบบชนชั้นนำหรือไม่ ? หากไม่ยอมก็ควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมากับตัวเองว่า ตนเชื่อมั่นในระบบชนชั้นนำ และเลิกเรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา ประชาชาติธุรกิจ

มติชน, 26 มิถุนายน 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: