Home > News and politics > วิเคราะห์จุดลบ-จุดบอด ยิ่งลักษณ์, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

วิเคราะห์จุดลบ-จุดบอด ยิ่งลักษณ์, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อ่านเกมเกี้ยเซียะ “อำนาจเก่า+อำนาจพิเศษ” วิเคราะห์จุดลบ-จุดบอด “ยิ่งลักษณ์”

กระแส “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์” ปะทะ ท้าทายทุกโครงสร้างอำนาจ

เมื่อเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ทุกอำนาจใน-นอกระบบต่างจับตา ตั้งรับ

1 ในนั้นเป็นนักประวัติศาสตร์ “กลุ่มสันติประชาธรรม” ที่เฝ้ามองการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน จนถึงวันที่”เพื่อไทย”กวาดคะแนนถล่มทลาย

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” หลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม จบสิ้นลง

เขาคาดหวังเล็กๆ ว่า นักการเมืองจะไม่เป็นวัวลืมตีน ไม่เห็นประชาชนเป็นควาย

เขาไม่อยากเห็น “ยิ่งลักษณ์” เกี้ยเซียะ กับ “อำนาจพิเศษ” และทหาร

Q ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่

ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมานาน ก็ไม่เคยคิดว่าประเทศเราจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงได้ เพราะประเทศถูกครอบงำโดยเพศชายมาตลอด จึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่มาก ผมอยากจะเชื่อและหวังว่า เมื่อเกิดการตีบตันทางการเมือง ผู้หญิงจะมีความสามารถในการทำงาน ได้มากกว่าผู้ชาย

ผมคิดว่าถ้ามองในแง่บวกกับประเทศ นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะมีนายกรัฐมนตรีผู้หญิง และผมก็ภาวนาเอาใจช่วย

Q คุณยิ่งลักษณ์อยู่ภายใต้การตัดสินใจของคุณทักษิณ จะเป็นการลดทอนภาวะผู้นำหรือเปล่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณยิ่งลักษณ์เป็น “โคลนนิ่ง” ของคุณทักษิณ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา คุณสมัคร คุณสมชาย ก็เป็น “นอมินี” แต่ประเด็นของมันคือ “ตรา” หรือ “โลโก้” ของทักษิณยังขายได้ เหมือนอย่างที่เคยพูดกันมาก่อนว่า เอา “เสาไฟฟ้า” มาลงสมัคร แล้วเอา “โลโก้” ของทักษิณไปใส่ ก็ชนะได้ ฉะนั้นแปลว่า คุณอยากจะก้าวข้าม เดินเลยทักษิณ มันก็ทำไม่ได้

งานเลือกตั้งคราวนี้ มองลึก ๆ เป็นเสมือน “ประชามติ” ว่า “เอา” หรือ “ไม่เอา” ทักษิณ คำตอบสำหรับคนที่เชียร์คุณทักษิณ ก็บอกว่าใช่แล้ว คือ “เอา” คุณทักษิณ ส่วนคำตอบสำหรับคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ ก็รับไม่ได้ แต่หมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ “หนึ่งคน หนึ่งโหวต” ไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็น “เสียงสวรรค์” หรือเป็น “เสียงนรก” ก็ตาม ก็แบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่ง “เอาทักษิณ” อีกพวกหนึ่ง “ไม่เอาทักษิณ” อันนี้คล้ายเป็น “ประชามติ” ไปโดยที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจ

Q แปลว่านายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกยังไม่พ้นเงาพี่ชาย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า คุณยิ่งลักษณ์จะมีความเป็นตัวของตัวเองบ้างหรือไม่ ผมคิดว่าเธอก็อาจเป็นตัวของตัวเธอเองได้ไม่น้อย เธอให้ภาพ หรือปรากฏตัวในแง่ความเป็น “ผู้หญิงเก่ง” ซึ่งไม่ได้ทำตัวว่า “กูเก่ง” เหมือน “ผู้ชาย” คุณยิ่งลักษณ์ไว้ผมยาวเหมือนนางงาม หรือไม่ก็นางแบบโฆษณา “แชมพู” มีปอยผมตวัดปลายนิดหนึ่ง ดูเป็น “ผู้หญิง” เธอสู้ด้วยความเป็น “ผู้หญิง” ของเธอ

อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจมาก แล้วถ้าคุณเป็น “สุภาพบุรุษ” คุณจะไม่ยอมให้เป็นเรื่องของ lady first หรือ แล้วเรื่องที่ว่านายกรัฐมนตรีหญิง ชื่อยิ่งลักษณ์ นามสกุลชินวัตร จะก้าวพ้นทักษิณได้ยังไง ก็เขาเป็นพี่น้องกัน มันไม่พ้นหรอก เพียงแต่ว่าเธอจะทำอย่างไรกับข้อกล่าวหาอันนี้ แล้วคนทั่ว ๆ ไปจะ “แคร์” กับข้อกล่าวหาอันนี้มากน้อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับผลงานมากกว่า

Q รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเหมือนยุค “สมัคร-สมชาย” ที่มีตำแหน่ง แต่ไม่มีอำนาจบริหารหรือไม่

รัฐบาลยิ่งลักษณ์คงพยายามอย่างยิ่ง ที่จะ “เกี้ยเซียะ” กับ “อำนาจเก่า” กับ “อำนาจพิเศษ” ผมวิตกว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจจะต้องทำอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง เช่น เธอต้อง “เกี้ยเซียะ” กับทหาร ไม่กล้าแตะทหาร ไม่เข้าไปยุ่งกับทหาร ไม่จัดการกับทหารให้เป็นประชาธิปไตย

ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็วิตกว่ารัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ก็คงจะไม่เข้าไปแตะต้องเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ รัฐบาลนี้อาจจะยอม “เกี้ยเซียะ” ด้วยการไม่ปฏิรูป หรือแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 อย่างที่มีการเรียกร้องกัน

ผมคิดว่าเพื่อความอยู่รอดของเธอ เพื่อการที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สะดวก เธอก็อาจจะต้อง “เกี้ยเซียะ” สองประเด็นหลัก ๆ คือหนึ่ง ไม่แก้กฎหมายหมิ่นฯ ไม่ปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และสอง ไม่เข้าไปยุ่งกิจการสถาบันทหาร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้อาจจะเป็นจุดบอด จุดลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

Q ประเด็น “ไพร่-อำมาตย์” คงเงียบหายไป เมื่อฝ่ายตัวเองมีอำนาจรัฐ

การพูดเรื่องไพร่-อำมาตย์ไม่ใช่เรื่องของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเรื่องของคนเสื้อแดง ดังนั้นถ้าคนเสื้อแดงเก่งจริง ก็ต้องดำเนินการต่อไป ด้วยการที่คิดว่าตัวเองเป็นเสื้อแดง ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเป็นพรรคเพื่อไทย

Q เสื้อแดงคือคนที่โหวตให้เพื่อไทย แล้วจะไม่คิดว่าเป็นพรรคของเขาได้อย่างไร

แน่นอน เขาเป็นพวกเดียวกัน เขามาด้วยกัน เขาต้องช่วยกัน แต่ผมคิดว่าเมื่อคุณได้รับชัยชนะ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับชัยชนะของคุณ ที่จะผลักดันให้สังคมนี้ก้าวหน้าต่อไป ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการ “เกี้ยเซียะ” เมื่อได้อำนาจ

Q เพื่อไทยได้อำนาจแล้ว จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นได้จริงไหม

ปัญหาคือว่าคนเราเมื่อได้อำนาจแล้ว ก็อาจจะลืมหลักการและอุดมการณ์ ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากมายจากพรรคเพื่อไทย เรื่องที่เขาเคยผลักดันเอาไว้มันอาจจะจบลง เมื่อเขาเป็นส่วนหนึ่งของคนมีอำนาจ เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง เขาอาจจะลืมสิ่งที่เขาได้พูด ได้ต่อสู้มา เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ฉะนั้นประชาชนทั่วไปที่รักและบูชาประชาธิปไตยก็ต้องต่อสู้ไป เผลอ ๆ พรรคเพื่อไทยก็อาจจะไม่ช่วยนักประชาธิปไตยที่แท้จริงก็เป็นได้

Q นักการเมืองที่กล่าวอ้างอะไรลอย ๆ จะต้องปรับตัวหรือไม่

คำพังเพย “ประชาธิปไตย” ที่ว่า “คุณหลอกคนได้บางครั้งบางคราว คุณหลอกคนจำนวนมากได้หลายครั้งหลายคราว แต่คุณจะไม่สามารถหลอกคนทั้งหมดได้ทุก ๆ ครั้ง” เสมอไป ต่อไปนี้ ผมคิดว่าหลอกไม่ได้ง่าย ๆ ตรงนี้ผมรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนไทย เราไม่ได้ “โง่” อย่างที่นักการเมืองบางพวกมองว่าเราเป็น “ควาย”

“ชาวกรุง” คิดว่า “ควายโง่” ส่วน “ชาวบ้าน” คิดว่า “ควายซื่อสัตย์” เราอาจจะต้องเลือกว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี ส่วนตัวผมคิดว่า ควายคือความ “ซื่อ” ในขณะที่นักการเมืองส่วนใหญ่เป็น “ชาวกรุง” หรือไม่ก็เป็น “บ้านนอก” มาก่อน พอเข้ามาเป็น “ชาวกรุง” ก็เลยกลายเป็น “วัวลืมตีน” เลยคิดว่า “ควาย” หรือ “คนอื่น ๆ” โง่

Q พรรคประชาธิปัตย์คะแนนห่างจากพรรคเพื่อไทยเป็นสัญญาณอะไร

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณบอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า “ประชาธิปัตย์” เป็นพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนทั่ว ๆ ไปอาจคิดว่า ประชาธิปัตย์จะกลับไปเล่นเกมซ้ำ ๆ ที่จะร่วมมือกับ “อำนาจพิเศษ” เพื่อกลับมามีอำนาจใหม่ ไปเล่นกับ “อำนาจเก่า” กลุ่ม “ผู้ดีเก่า” “เงินเก่า” หรือ “เจ้าที่ดินเก่า” ซึ่งถ้าไม่ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่ปรับตัว ไม่ปฏิรูป ในหลายเรื่อง เช่น เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เรื่องที่ดิน ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ กลับไปเล่นเกม “ประชานิยม” แบบที่เป็น “แบรนด์” ของฝ่ายตรงข้ามของตน ก็อาจจะถูก “มองข้าม” ไปในทางการเมืองก็ได้

Q การเมืองจากนี้จะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร

ตั้งแต่ปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยของทักษิณ ได้เป็นรัฐบาล หลังจากนั้นถูกยุบพรรค แต่เลือกตั้งใหม่ก็ชนะ

ประเด็นจึงอยู่ที่ผู้ที่มี “อำนาจพิเศษ” ผู้ที่มี “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” ก็อาจจะต้องคิดว่า เฮ้ย ! จะ “เกี้ยเซียะ” หรือ “ไม่เกี้ยเซียะ” ผมว่าในด้านหนึ่ง เขาคง “เกี้ยเซียะ” กัน แต่ในอีกด้านหนึ่งต้องรอดูไปก่อน สัก 6 เดือน หรือ 12 เดือน ก็อาจจะพลิกผันใหม่ได้อีก เพราะคนที่อยู่ในอำนาจ หรือเคยมีอำนาจ จะยอมเสียอำนาจได้ง่าย ๆ หรือ เป็นไปได้ยาก

ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะมีการรัฐประหารแบบเดิม ๆ โดยเอาทหารออกมา เอารถถังออกมา ซึ่งตอนนี้ว่าไปก็ทำไม่ง่ายนัก และในช่วงระยะเวลาที่ “กระแสยิ่งลักษณ์” ยังแรงอยู่ก็คงทำไม่ได้ หรือจะทำอีกวิธีหนึ่งคือ รัฐประหารโดยรัฐสภา เช่น ปิดสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทำแบบ “โมเดล” รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯทำ เมื่อปี 2476 ก็เป็นไปได้ แต่รัฐสภาเป็นพวกใคร ถ้าไม่ใช่พวกของผู้มี “อำนาจพิเศษ” หรือ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” ก็ทำไม่ได้ คือยึดอำนาจ หรือทำ “รัฐประหารทางสภา” ไม่ได้

เหลืออันเดียว คือ “รัฐประหารโดยศาล” ที่เรียกกันว่า “ตุลาการภิวัตน์” แต่ผมขอใช้คำว่า “ตุลาการธิปไตย” อาจจะถูกต้องกว่า คืออำนาจสูงสุดเป็นของฝ่ายศาล พวกนี้อาจจะมายุบไอ้โน่น ยุบไอ้นี่ เผลอ ๆ อาจจะยุบให้หมดเลยก็ได้ ถ้ายุบไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้เกิดช่องว่างหรือ “สุญญากาศ” ทางการเมือง แล้วก็ตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” อันนี้ก็อาจจะเป็นเป้าหมายบั้นปลายของพวกเขาก็ได้

คนที่มีอำนาจอยู่ ในเมื่อเลือกตั้งก็แล้ว สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็แล้ว ก็ไม่ชนะทุกที ก็ล้มกระดานเสียให้หมดเลย แล้วตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ผมคิดว่านี่เป็น scenarios สุดท้าย อาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ หากจะมองใน “แง่ร้าย” แบบสุด ๆ

Q ถ้าเสื้อแดงกับเพื่อไทยไปปรองดองกับ “อำนาจเก่า” จะอธิบายกับมวลชนอย่างไร

ถึงตอนนั้น เขาก็อาจไม่สนใจที่จะอธิบายกับประชาชนหรอก เมื่อเขาได้อำนาจแล้ว เขาก็อาจเป็นเหมือนคนอื่นๆ ก็ได้ ดังนั้น เราต้องติดตาม สอดส่อง มอนิเตอร์ ต้องตามดู คุณยิ่งลักษณ์ ณัฐวุฒิ จตุพร อาจจะดูดี เพราะชนะแล้ว ต่ทันทีที่เข้าไปอยู่ในอำนาจ อยู่ในตำแหน่ง มีเก้าอี้แล้ว เขาจะเปลี่ยนไหม ก็มีสิทธิ์เปลี่ยน

ผมไม่เคยไว้ใจนักการเมืองเลย ในฐานะที่เป็นคนชื่นชมอาจารย์ปรีดี ในฐานะที่เป็นลูกน้องอาจารย์ป๋วย ในฐานะที่ศึกษาการเมืองมาจนอายุ 70 ปี ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักการเมือง เท่าไรนัก ต่อให้ “อม” พระแก้วมรกตมาพูด ผมก็ไม่เชื่อ

Q ทำไมคิดว่า ชนชั้นนำของ 2 ขั้วจะปรองดองกันไม่ได้ในบั้นปลาย

หมายความว่า ถ้าเขาจะต่อสู้กันต่อไป เพื่อบั้นปลายของความเป็นประชาธิปไตย ที่มากกว่าปัจจุบัน เป็นประชาธิปไตย ที่คำนึงถึงประชามหาชน คำนึงถึงคนระดับล่าง คนไม่มีที่ดินทำกิน คนที่มีช่องว่างความห่างกับคนรวยในกรุงเทพฯ ถ้าเขาสามารถจะเดินไปตามที่เขาเคยคิด เคยเชื่อ เคยพูด ผมก็ดีใจ

แต่ผมไม่ไว้ใจ ผมไม่เคยเชื่อนักการเมือง จึงต้องติดตามดูต่อ เมื่อเขาไปมีตำแหน่งแล้วเขาก็ลืม “วัวลืมตีน” ผมหวังว่าคนแบบคุณยิ่งลักษณ์ หรือณัฐวุฒิ หรือจตุพร ซึ่งเป็นคนที่ต้องต่อสู้จริงๆ ผ่านการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย อยู่ในสมรภูมิยาวนาน ผมหวังว่า เขาจะไม่เป็น “วัวลืมตีน” กันครับ

Q พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม ต่อไปเขาอาจจะจับมือกับปชป.และถล่มรัฐบาลเพื่อไทย หรือไม่

ก็เป็นไปได้ครับ พันธมิตรฯ ก็น่าสงสาร น่าเห็นใจ นี่โชคดีนะที่ คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ทอดสะพานให้เขาเดินลงได้ ยุติการชุมนุมกลับบ้านได้

สิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจมากๆ ก็คือว่า ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คุณสุวิทย์ โยนเรื่องการถอนตัว เดินออกจากที่ประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก แต่ท้ายที่สุด คุณสุวิทย์ กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง แปลว่า ฝ่ายที่ปล่อยเรื่องปราสาทเขาพระวิหารออกมาช่วยหาเสียง กลับจุดไม่ติด ไม่ได้รับการโหวต และ “สอบตก” ไปเลย ส่วนฝ่ายที่ปล่อยเรื่อง “เผาบ้านเผาเมือง” ในโค้งสุดท้าย ก็ได้รับการโหวตพอสมควรในกรุงเทพฯ

มติชน, 9 กรกฎาคม 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: