Home > Economics & Finance > ปัญหาของอเมริกา, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ปัญหาของอเมริกา, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ปัญหาของอเมริกา

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่สำหรับอเมริกา คือ การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือโดยเอสแอนด์พี จาก AAA เหลือ AA+

และถูกนำไปอธิบายว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง และทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ผมไม่คิดว่าการกระทำของเอสแอนด์พี จะส่งผลกระทบได้ขนาดนั้น เพราะเอสแอนด์พี ก็เป็นเพียงบริษัทจัดอันดับหนึ่งราย ในขณะที่อีก 2 รายไม่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม นักเศรษฐศาสตร์หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) มีความเห็นคล้อยตามไปกับเอสแอนด์พี ว่า ความวุ่นวายแตกแยกทางการเมืองที่ยืดเยื้อจนทำให้ได้ข้อตกลงในการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐในวินาทีสุดท้ายนั้น ทำให้เกิดข้อกังขาว่านักการเมืองของสหรัฐดูจะขาดความสามัคคี และความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ

นอกจากนั้น ข้อตกลงซึ่งประธานาธิบดีลงนามออกเป็นกฎหมายก็ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐแต่อย่างใด แต่ผลักภาระให้กับคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นกำหนดรายละเอียดในการลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ก็จะใช้กฎหมายบังคับให้ลดรายได้ของกระทรวงต่างๆ ในวงกว้างใน 10 ปีข้างหน้า แต่ในที่สุดแล้ว กลับไม่ได้ตกลงกันในเรื่องหลักที่สำคัญ คือ การจะต้องปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนรัฐสวัสดิการ (ค่ารักษาพยาบาลและเงินประกันสังคม) อย่างจริงจังและความจำเป็นจะต้องเพิ่มภาษีนั้นกลับเป็นสองเรื่องหลักที่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้ให้รายละเอียดแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนั้น เอสแอนด์พี จึงสรุปว่าแม้ข้อตกลงที่ประธานาธิบดีลงนามออกเป็นกฎหมายไปแล้วจะทำให้ลดการขาดดุลงบประมาณได้ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 10 ปีข้างหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐหยุดขยายตัวเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีได้ กล่าวคือ วันนี้สหรัฐมีหนี้สาธารณะเท่ากับ 100% ของจีดีพี และหากลดการก่อหนี้ไป 2 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปีข้างหน้า หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของสหรัฐก็จะยังเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 140-150% ของจีดีพีในที่สุด ทำให้มองได้ว่าในอนาคตนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาอาจไม่ได้มีสถานะแตกต่างจากประเทศกรีซในปัจจุบันแต่อย่างใด ดังนั้น การปรับอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ จึงสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ดี บุคคลสำคัญของสหรัฐ เช่น นายอลัน กรีนสแปนยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่มีวันผิดชำระหนี้ เพราะธนาคารกลางสหรัฐย่อมจะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเพียงพอที่จะคืนหนี้ของรัฐบาลสหรัฐได้ทั้งหมด ประเด็นนี้ก็จริงเพราะไม่น่าจะมีธนาคารกลางของประเทศใดจะยอมให้รัฐบาลของตนต้องล้มละลายไปต่อหน้าต่อตา ในอดีตที่รัฐบาลต้องล้มละลายลงนั้นก็เพราะรัฐบาลเป็นหนี้ต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมา เจ้าหน้าที่ต่างชาติที่ขาดความมั่นใจก็จะนำเอาเงินไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ทำให้เงินของประเทศลูกหนี้ลดค่าลงจนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีอภิสิทธิ์ เพราะเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ที่ประเทศต่างๆ ถือเป็นประเพณีที่จะเอาเงินดอลลาร์ไปใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก ดังนั้น ธนาคารกลางสหรัฐจึงสามารถพิมพ์เงินออกมาให้รัฐบาลสหรัฐใช้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ทั้งนี้จะเห็นว่าเงื่อนไขนี้จะเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่ทุกประเทศยึดถือเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก

ในความเห็นของผมนั้น “อำนาจพิเศษ” ของสหรัฐดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากการที่เงินดอลลาร์ ไม่อ่อนค่ามากนักในช่วงที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะคุมการสร้างหนี้ในอนาคตได้ การที่เงินดอลลาร์ไม่อ่อนค่าลงแปลว่าประเทศอื่นๆ ในโลกยังซื้อเงินดอลลาร์มาเก็บเอาไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง (รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย) เมื่อเป็นเช่นนี้ หากผมเป็นนักการเมืองอเมริกัน ผมก็จะไม่ได้รู้สึกกดดันให้ต้องรีบแก้ปัญหาและรักษาวินัยทางการคลังแต่อย่างใด ก็ในเมื่อประเทศอื่นๆ รับ “กระดาษสีเขียว” ที่ผมพิมพ์ออกมาแลกกับการใช้จ่ายของผมอย่างไม่มีเงื่อนไข

ธนาคารกลางสหรัฐนั้นผมเห็นว่าจะต้องยกนิ้วให้ว่าเป็นธนาคารกลางตัวอย่างจริงๆ ในเชิงของการเอาใจรัฐบาลสหรัฐ เพราะตั้งแต่สิงหาคมของปีที่แล้วก็ได้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าจะพิมพ์เงินเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 6 แสนล้านดอลลาร์ (นักลงทุนเรียกมาตรการนี้ว่าคิวอี 2) โดยบอกให้ทราบอย่างตรงไปตรงมาว่าที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อดันราคาพันธบัตรรัฐบาลให้สูงและกดดอกเบี้ยพันธบัตรให้ต่ำ ทำให้พันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ที่เอกชนไม่อยากลงทุน ซึ่งเป็นการผลักดันให้เอกชนของสหรัฐและเอกชนทั่วโลกหันไปลงทุนอย่างอื่นที่มีความเสี่ยงมากกว่า จึงไม่แปลกอะไรที่ราคาหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างถ้วนหน้า มาวันนี้ ธนาคารกลางสหรัฐประกาศ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมว่ามีความพร้อมที่จะอุ้มเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแรงลงโดยจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปอีกอย่างน้อยถึงกลางปี 2013 และส่งสัญญาณว่าอาจจะมีคิวอี 3 หรือการเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลรอบใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ ตลาดเชื่อว่าเมื่อธนาคารกลางสหรัฐลดการถือครองพันธบัตรที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกันของเอกชน (mortgage backed securities-MBS) ลงไปแล้วก็จะนำเอาเงินดังกล่าวไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยธนาคารกลางสหรัฐถือ MBS อยู่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์

กล่าวโดยสรุปคือธนาคารกลางสหรัฐมีเป้าหมายหลัก คือ การ “แย่ง” สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (พันธบัตรรัฐบาล) ออกจากมือของเอกชนโดยเอาเงินยัดใส่มือเอกชนให้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นเพื่อให้เกิดกิจกรรมและความคึกคักทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นธนาคารกลางสหรัฐกำลังทำให้รัฐบาลสหรัฐกู้เงินได้ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ เช่นปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีนั้นจ่ายดอกเบี้ยเพียง 0.3% และพันธบัตร 10 ปีจ่ายดอกเบี้ยเพียง 2.4% และมีท่าทีว่าจะต้องการทำให้ดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะยาวต่ำลงกว่านี้อีกอย่างต่อเนื่อง จากการส่งสัญญาณว่าจะเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น

หากนักการเมืองของสหรัฐรับทราบว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นธนาคารกลางสหรัฐก็จะพิมพ์เงินให้รัฐบาลคืนหนี้ ขณะเดียวกัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ยินยอมจะถือเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น และหากธนาคารกลางสหรัฐจะกดดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลให้ต่ำติดดินหรืออีกนัยหนึ่ง คือ รัฐบาลสหรัฐจะกู้เงินได้โดยจ่ายดอกเบี้ยต่ำ ผมก็สงสัยจริงๆ ว่านักการเมืองสหรัฐจะรู้สึกว่าถูกกดดันให้ต้องทำให้เกิดวินัยทางการคลังได้อย่างไร กล่าวคือ การ “เล่นการเมือง” ระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในช่วง 1 ปีก่อนการเลือกตั้งก็น่าจะดำเนินต่อไป คือ รีพับลิกันจะไม่ยอมให้ขึ้นภาษีและให้ลดรายจ่ายด้านเดียว ในขณะที่เดโมแครตก็จะยืนยันว่าต้องเก็บภาษีคนรวย และไม่ลดรายจ่ายประชานิยม เมื่อการไม่บรรลุข้อตกลงไม่มีบทลงโทษ ก็ไม่มีแรงกดดันให้ตกลงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า ตรงนี้เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น กรีก สเปน โปรตุเกส อิตาลี ซึ่งถูกตลาดกดดันผ่านการปรับขึ้นของดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลทำให้ประเทศดังกล่าวต้องรีบเร่งที่จะผ่านกฎหมายเพื่อรักษาวินัยทางการคลังอย่างจริงจัง

หมายความว่าตราบใดที่เงินดอลลาร์สหรัฐไม่อ่อนค่าและดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ระดับต่ำเช่นปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นเรื่องยากที่ผู้นำทางการเมืองสหรัฐจะบรรลุถึงข้อตกลงที่จะนำมาซึ่งวินัยทางการคลังอย่างยั่งยืนและยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ รัฐบาลสหรัฐก็จะมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ทำให้แก้ปัญหาได้ยากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญ คือ เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐต่ำดอกเบี้ยระยะยาวของประเทศอื่นๆ ในโลกโดยเฉพาะประเทศที่ผูกค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์ (เช่น ไทยเพราะกลัวบาทแข็งค่าเร็วเกินไป ทำให้กระทบการส่งออก) ต้องปรับลงตามไปด้วย เมื่อต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลต่ำ ก็ทำให้รัฐบาลของประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มจะใช้จ่ายเกินตัวและกล้าขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ นโยบายการเงินและคิวอี 2, 3 ของสหรัฐนั้นกำลังจะทำให้ประเทศอื่นๆ ที่ผูกค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์ อาจเริ่มขาดวินัยทางการคลังตามสหรัฐไปด้วยครับ

กรุงเทพธุรกิจ, 15 สิงหาคม 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: