Home > News and politics > เปิดผลสอบสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กรณีสอบอีเมลการเมืองโยงสื่อรับเงิน

เปิดผลสอบสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กรณีสอบอีเมลการเมืองโยงสื่อรับเงิน

เปิดผลสอบสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กรณีสอบอีเมลการเมืองโยงสื่อรับเงิน

วันที่ 17 สิงหาคม นายสุนทร จันทร์รังสี รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยกรณีข่าวสรุปข้อเท็จจริงกรณีการส่ง อีเมลของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน ของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฯ ที่สภาการหนังสือพิมพ์ตั้งขึ้นว่า หลังจากรับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว ที่ประชุมสภาการฯ มีความเห็นให้ดำเนินการตามธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ ธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์ข้อ 22 กำหนดว่าหลังจากคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฯ รายงานผลการศึกษาแล้ว จะต้องแจ้งให้กับต้นสังกัดทั้ง 5 ฉบับ และผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 รายรับทราบภายใน 30 วัน ซึ่งผู้ที่ถูกพาดพิงยังมีสิทธิ์ยื่นคำคัดค้าน ภายใน 20 วัน หากเห็นว่ายังมีพยานหลักฐานและเหตุผลอื่นที่ยังไม่ได้รับการพิจารณา โดยหากมีการร้องคัดค้านดังกล่าว สภาการหนังสือพิมพ์ฯ จะต้องตั้งคณะอนุกรรมการรับอุทธรณ์ เพื่อดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนที่จะนำเสนอสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติต่อไป

“สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ยังไม่ได้วินิจฉัยความผิดของผู้ถูกกล่าวหาว่า ผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เพียงแต่ได้ดำเนินการขั้นตอนตามธรรมนูญของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ตามที่ชี้แจงมาข้างต้นเท่านั้น และจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปในการประชุมของสภาการหนังสือพิมพ์ฯครั้งหน้าคือ วันที่ 13 ก.ย.” รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าว

สำหรับรายงานคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมลของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน มีรายละเอียด ดังนี้

1. ความเป็นมา

ตามที่มีการเสนอข่าวอีเมล 2 ฉบับ ที่ใช้หัวข้อว่า “จดหมายถึงท่านพงษ์ศักดิ์” ส่งเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 และ “ข้อเสนอ วิม” ส่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 เผยแพร่ในเว็บไซต์เมเนเจอร์ออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ซึ่งพาดหัวว่า “กุนซือ ‘ปู’ ซื้อสื่อที่ละ 2 หมื่น” โดยเนื้อหาข่าวพาดพิงถึงการทำหน้าที่ของสื่อหนังสือพิมพ์หลายสังกัด ที่เป็นองค์กรสมาชิกสภาการ หนังสือพิมพ์แห่งชาตินั้น ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติกรรมตามข่าวดังกล่าวหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ หนังสือพิมพ์ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือต่อองค์กรวิชาชีพสื่ออย่างร้ายแรง จึงมีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมลของนักการเมืองระบุการให้เงินและ
ผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ดังต่อไปนี้

1. นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
2. นางบัญญัติ ทัศนียะเวช
3. รศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์
4. ศ.พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ
5. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

2. วิธีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

คณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมกันครัง้ แรกเมื่อ วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2554 และมีมติเลือก นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นเลขานุการของคณะอนุกรรมการฯ

คณะอนุกรรมการฯ ตระหนักดีว่า เรื่องที่อยู่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ มีความอ่อนไหว และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูงโดยบางครั้ง สื่อมวลชนเองก็กลายส่วนหนึ่งของความขัดแย้งดังกล่าว จึงพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างรอบด้านและตรงไปตรงมาในกรอบเวลาที่จำกัด โดยใช้หลายแนวทางดังต่อไปนี้ประกอบกัน

1. เชิญผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อถูกพาดพิงตามข่าว และผู้ดูแลเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ ซึ่งเผยแพร่ข่าวดังกล่าวต่อสาธารณะเป็นรายแรกมาให้ข้อมูลแก่
คณะอนุกรรมการฯ

2. ขอความร่วมมือไปยังทีมงานที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบสื่อ ให้ช่วยดำเนินการ ตรวจสอบเนื้อหาของหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องในระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ถึง วันที่ 3 กรกฎาคม 2554

3. ขอทราบผลการตรวจสอบภายในของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้กำหนดประเด็นในการตรวจสอบดังต่อไปนี้

1. อีเมลที่ปรากฏตามข่าวเป็นของใคร
2. หนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงแต่ละฉบับมีการนำเสนอข่าวอย่างไรในช่วงเวลาการหาเสียง เลือกตั้ง และผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกพาดพิงมีการกระทำตามที่ปรากฏในอีเมลหรือไม่
3. มีการจ่ายสินบนตามข้อกล่าวหาในอีเมลจริงหรือไม่ จากการที่คณะอนุกรรมการฯ ได้เชิญผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงตามข่าวจำนวน 7 คนและผู้แทนของเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ มาให้ข้อมูลนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพ หนังสือพิมพ์จำนวน 5 คนดังมีรายชื่อดังต่อไปนี้ ได้ให้ความร่วมมือในการมาให้ข้อมูล (ชื่อในวงเล็บคือ ชื่อที่ถูกพาดพิงในอีเมล)

1. นางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุล (“คุณโจ้”) บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชัน่
2. นายปรีชา สะอาดสอน (“ปรีชา”) บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม สำนักข่าวเนชัน่
3. นายสมหมาย ยาน้อย (“พี่ป๊อป สมหมาย”) หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
4. นายปราโมทย์ ฝ่ายอุประ (“พี่โมทย์”) หัวหน้าข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
5. นายนิรันดร์ เยาวภาว ผู้ดูแลเว็บไซต์เมเนเจอร์ออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่สันนิษฐานว่าเป็นผู้ถูกพาดพิงจำนวน 3 คนในเครือบริษัทมติชนคือ นายจรัญ พงษ์จีน (“พี่จรัญ”) นายทวีศักดิ์ บุตรตัน (“พี่เปี๊ยก”) และนายชลิต กิติญาณทรัพย์ (“พี่ชลิต”) ไม่ได้มาให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมการฯ โดยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ได้ทำหนังสือแจ้งมาว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการกระทำตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ส่วนหนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้ทำหนังสือแจ้งมาว่า ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดชื่อ “ชลิต” ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด และข้อมูลที่เผยแพร่เป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง ในภายหลัง คณะอนุกรรมการฯ ทราบว่า นาย ชลิต กิติญาณทรัพย์ เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ข่าวสด จึงได้ทำหนังสือ เพื่อขอทราบข้อมูลการตรวจสอบจากบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนอีกครั้ง พร้อมกับเชิญให้นายจรัญ พงษ์จีน นายทวีศักดิ์บุตรตันและนายชลิต กิติญาณทรัพย์มาให้ข้อเท็จจริง แต่ก็ได้รับการตอบกลับจากบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนว่า บุคลากรของกองบรรณาธิการไม่ได้เกี่ยวข้องกับอีเมลดังกล่าวและไม่มีพฤติกรรมตามที่ปรากฏในอีเมลแต่อย่างใด และเห็นว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของ สื่อแต่ละฉบับที่ถูกพาดพิงที่จะบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเอง

ส่วนผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่เชิญมาให้ข้อเท็จจริงโดยตรงทั้งสามคนนั้น ก็ไม่ได้มาให้ข้อเท็จจริงต่อ คณะอนุกรรมการฯ และไม่ได้ทำหนังสือชี้แจงตอบกลับมาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังได้เชิญนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย มาให้ ข้อมูลด้วย ซึ่งนายวิม ก็ได้ตอบรับที่จะมาให้ข้อมูลในวันที่ 10 กรกฎาคม 2554 แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว นายวิมก็ได้แจ้งยกเลิกการมาให้ข้อมูล โดยอ้างว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคแนะนำไม่ให้มา เนื่องจากเกรงว่าผลการตรวจสอบอาจส่งกระทบในด้านลบต่อพรรคและจะขอให้รอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งก่อน อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ ก็ได้สอบถามข้อมูลเบื้องต้นบางประการ

จากนายวิมทางโทรศัพท์ในวันดังกล่าว ต่อมาเมื่อ กกต. ได้ประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมการฯ ก็ได้ติดต่อไปอีกครั้ง หนึ่งเพื่อให้นายวิมมาให้ข้อเท็จจริง แต่นายวิมก็ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคแนะนำไม่ให้มาข้อเท็จจริง เนื่องจากได้เกิดการ ร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวไปยัง กกต. แล้ว

3. ข้อค้นพบ

3.1 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการให้ข้อมูลของผู้เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นว่าอีเมลดังกล่าวน่าจะส่งมาโดยใช้บัญชี (account) และรหัสผ่าน (password) ของนายวิม จริง เนื่องจากในการสัมภาษณ์สื่อมวลชนหลัง เป็นข่าว นายวิมไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่อ้างว่าเป็นบัญชีที่เปิดไว้เป็นอีเมลสาธารณะสำหรับ สื่อมวลชนเข้ามาตรวจสอบกำหนดการลงพื้นที่หาเสียงในจุดต่างๆ ของพรรค

ทั้ง นี้ การให้สัมภาษณ์ของนายวิมที่ว่า อีเมลดังกล่าวเป็นอีเมลสาธารณะสำหรับสื่อมวลชนเข้ามาตรวจสอบ กำหนดการลงพื้นที่หาเสียงในจุดต่างๆ ของพรรคนั้น ก็ขัดแย้งอย่างแจ้งชัดกับคำกล่าวอ้างของนาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่ได้ขโมยรหัสลับในการ เข้าสู่อีเมล เนื่องจากหากอีเมลดังกล่าวเป็นบัญชีสาธารณะจริงแล้ว ก็ย่อมไม่มีความ จำเป็นที่จะต้องขโมยรหัสลับในการเข้าไปใช้แต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่า ทีมงานโฆษกพรรคเพื่อไทยคนใด คนหนึ่งหรือทั้ง สองคน น่าจะได้ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงต่อสาธารณะ

เชื่อได้ว่า นายวิม น่าจะเป็นผู้เขียนข้อความในอีเมลฉบับดังกล่าวเอง ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง เนื้อหาในอีเมลส่วนใหญ่มีความเป็นเหตุผลและตรงกับข้อเท็จจริงที่บุคคล ในตำแหน่งของนายวิมน่าจะรับรู้ เช่น เนื้อหาของอีเมลฉบับแรกที่ใช้หัวข้อ “จดหมายถึงท่านพงษ์ศักดิ์” นั้นเริ่มจากสถานการณ์การเมืองทั่วๆ ไป ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงในขณะนั้น ทั้ง นี้ เนื้อหาหลาย ส่วนน่าจะเป็นเรื่องที่นายวิมหรือทีมงานเท่านั้น ที่อยู่ในฐานะล่วงรู้ข้อมูลได้ เช่น เรื่อง “คุณโจ้และปรีชา ที่มาสัมภาษณ์ ที่บ้าน (ท่านพงษ์ศักดิ์) เมื่อสัปดาห์ก่อน” หรือเรื่องที่ว่า “นักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก ขอสัมภาษณ์ท่านนายกฯ ทักษิณ เช่น อาซาฮี ยูมิอูริ เอพี และ ไทยพีบีเอส พร้อมที่จะสัมภาษณ์ แต่ก็รอ คำตอบจากท่านอยู่”

นอกจากนี้ บทบาทของนายวิมตามอีเมลดังกล่าวที่ช่วยแจ้งประเด็น เช็คประเด็นจากสื่อมวลชน สร้างประเด็นหรือภาพกิจกรรม ประสานสื่อมวลชน ตลอดจนเตรียมประเด็นแถลงข่าวให้ผู้บริหารของพรรค ก็น่าจะสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของนายวิมในฐานะรองโฆษกพรรค และตรงกับข้อเท็จจริง เช่น ในอีเมลฉบับที่ 2 ของนายวิม ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2554 มีเนื้อหาว่า “ผมจะให้คุณปูพูด ( เรื่องนโยบายกีฬา )ของพรรค ในวันพรุ่งนี้” ก็ปรากฏว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้แถลงนโยบายกีฬาของพรรคใน วันที่ 25 มิถุนายน 2554 จริง ดังปรากฏเป็นข่าวในวันที่ 26 มิถุนายน 2554

ประการที่สอง ภาษาที่ใช้ในอีเมลทั้ง สองฉบับกลมกลืนกันเหมือนเขียนด้วยคนเดียว วิธีเรียกชื่อ สื่อมวลชนในอีเมลดังกล่าว เช่น พี่จรัญ พี่ชลิต พี่ป๊อป สมหมาย คุณโจ้ และปรีชา ก็สอดคล้องกับวิธีที่ นายวิมใช้เรียกบุคคลเหล่านั้นในการให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการฯ ทางโทรศัพท์

ประการที่สาม ข้ออ้างของนายวิม ที่กล่าวว่า อีเมลดังกล่าวได้เปิดไว้เพื่อให้ใช้โดยสาธารณะ สำหรับสื่อมวลชน และผู้สื่อข่าว เข้ามาตรวจสอบกำหนดการลงพื้นที่หาเสียงในจุดต่างๆ ของพรรค ไม่น่าจะสมเหตุสมผล เนื่องจากผิดปรกติวิสัยในการใช้อีเมลของคนทั่วไป เพราะหากจะเปิดอีเมลไว้ใช้เป็น สาธารณะ ก็น่าจะใช้ชื่อบัญชีกลางๆ ไม่ใช่ชื่อบัญชีของตน นอกจากนี้ เมื่อคณะอนุกรรมการฯ ขอ รหัสผ่านของอีเมลดังกล่าว ก็ปรากฏว่า นายวิมไม่ได้ให้ ทั้ง ๆ ที่จากคำพูดของนายวิม ซึ่งเป็นข่าวมา

ก่อนหน้านี้ เขาได้ให้รหัสผ่านแก่สื่อมวลชนจำนวนมาก การสอบถามนักข่าวที่ทำข่าวประจำพรรคเพื่อไทยของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ยังยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยได้จัดคอมพิวเตอร์ในการใช้งานอย่างเป็น ระบบ การจะเข้าไปใช้ต้องมีการ์ด และนักข่าวไม่สามารถใช้อีเมลของนายวิมได้ตามที่กล่าวอ้าง

ประการที่สี่ ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงหลายคนที่มาให้ถ้อยคำเชื่อว่า นายวิม เป็นผู้เขียนอีเมลดังกล่าวจริง โดยจำนวนนี้บางรายได้โทรศัพท์ไปหานายวิมและนายวิมได้กล่าวคำขอ โทษ โดยจากคำขอโทษดังกล่าวทำให้บุคคลนั้นเชื่อว่า นายวิมเป็นผู้เขียนอีเมลดังกล่าวจริง

ประการสุดท้าย ในการสนทนากับคณะอนุกรรมการฯ ในทางโทรศัพท์ นายวิมกล่าวว่า “ไม่ แน่ใจ แต่ทางพรรคน่าจะลบ (อีเมลดังกล่าว) หรือไม่ก็บล็อก (บัญชีอีเมล) ไปแล้ว” ทั้ง ที่ไม่ควรมีเหตุผล ต้องลบเพื่อทำลายหลักฐานดังกล่าวเนื่องจากนายวิมเองก็เคยกล่าวว่า “ทีมกฎหมาย (ของพรรคเพื่อไทย )จะต้องสอบถามข้อเท็จจริงจากเรื่องนี้” นอกจากนี้ เนื่องจากบัญชีอีเมลดังกล่าวเป็นของนายวิมเอง ซึ่งต้องใช้เป็นประจำ จึงต้องสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าได้มีการลบหรือบล็อกไปแล้วหรือไม่ โดยไม่ ต้องคาดเดา การกล่าวถ้อยคำดังกล่าวของนายวิม จึงอาจเกี่ยวข้องกับความพยายามในการปกปิด ข้อมูลบางประการ

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ ไม่สามารถตรวจสอบให้เรื่องดังกล่าวเกิดความกระจ่างโดยปราศจากข้อสงสัยได้ เนื่องจากไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะแสวงหาพยานหลักฐานและไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ที่ถูกพาดพิงบางราย การจะได้ความกระจ่างในเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายในการแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในกรณีที่มีการฟ้องร้องเรื่องดังกล่าวต่อศาลตามที่ผู้ถูกพาดพิงบางคนกล่าวว่าอาจมีการฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทต่อผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย

ส่วนการตรวจสอบที่มาของอีเมลดังกล่าว นายนิรันดร์ เยาวภาว ผู้ดูแลเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ ให้การว่า ได้รับอีเมลดังกล่าวส่งมายัง mgr_politics@yahoo.com ซึ่งเป็นอีเมลกลางในการรับ ข่าวของโต๊ะข่าวการเมือง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 โดยทีมงานเว็บไซต์เมเนเจอร์ได้มีการหารือกัน เห็นว่า เนื้อหาของอีเมลดังกล่าวมีความน่าสนใจ สมควรที่จะนำเสนอเผยแพร่ให้ประชาชนร่วมกัน ตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม นอกจากการประเมินว่าข่าวมีความน่าสนใจแล้ว คณะอนุกรรมการฯ พบว่า ทีมงานเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์แทบไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวดังกล่าวเลย เช่น ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีอีเมลของผู้รับว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เป็นบัญชีของใคร ไม่ได้ตรวจสอบกับผู้ที่ถูกพาดพิงถึงในอีเมล โดยอ้างว่า หากสอบถามไป บุคคลที่ถูกพาดพิงก็อาจจะปฏิเสธได้ เพราะในเนื้อข่าวก็ยังไม่แน่ ชัดว่าคนที่ถูกกล่าวถึงถูกพาดพิงถึงนั้นเป็นใคร และไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ที่ส่งข่าวมาให้เป็นใคร เป็นต้น

3.2 ผลการศึกษาการวิเคราะห์เนื้อหาข่าวและบทความที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกพาดพิงในอีเมล

คณะอนุกรรมการฯ โดยการสนับสนุนของทีมงานที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบสื่อ ได้สำรวจและวิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับที่ถูกพาดพิงเป็นข่าวคือ ข่าวสด มติชน ไทยรัฐ เดลินิวส์และ คมชัดลึก ในระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน–3 กรกฎาคม 2554 โดยศึกษาเนื้อหาใน 5 ส่วนต่อไปนี้

1. ภาพข่าว/การบรรยายประกอบภาพ
2. พาดหัวข่าว/ความนำ ประเด็นข่าวและการเรียงลำดับประเด็นข่าว
3. บทสัมภาษณ์พิเศษ/รายงาน สกู๊ปข่าว
4. คอลัมน์การเมือง และ
5. โฆษณาพรรคการเมืองในหนังสือพิมพ์ โดยในกรณีของการลงโฆษณาจะศึกษาหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจด้วย

การศึกษาดังกล่าวให้ข้อค้นพบดังต่อไปนี้

1. ภาพข่าว/การบรรยายประกอบภาพ: พบว่า หนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน และไทยรัฐ ค่อนข้าง นำเสนอภาพข่าวในทางสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และน.ส. ยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะข่าวสดและมติชน ซึ่งให้พื้นที่ ขนาด เนื้อหาของภาพเชิงบวกต่อน.ส. ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยมาก

นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า ภาพข่าวหลายภาพของไทยรัฐ มติชน และข่าวสด มีความคล้ายกันมาก โดยภาพข่าวในหนังสือพิมพ์สามฉบับนี้ มีลักษณะสื่อสารทางการเมืองมากกว่าภาพข่าวปกติ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับภาพข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และ คมชัดลึก นอกจากนี้ ยังพบว่า ภาพข่าวทั้งหมดของน.ส. ยิ่งลักษณ์ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด คือ เชิงบวกและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี น่าเชื่อถือทางการเมือง แตกต่างกับของนายอภิสิทธิ์ที่มีทั้งภาพข่าวเชิงลบและบวก

2. พาดหัวข่าว/ความนำ การเรียงลำดับประเด็นข่าวเลือกตัง้ : ข่าวสด มติชน และไทยรัฐ แสดงออกผ่านกลวิธีการใช้ภาษาที่ชัดเจนว่า สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และน.ส. ยิ่งลักษณ์ หนังสือพิมพ์ ทัง้ 3 ฉบับมักใช้การพาดหัวข่าวในการกำหนดประเด็นข่าว ซึ่งอาจชี้นำความคิดผู้อ่านให้เอนเอียงไปในทางที่โจมตีนายอภิสิทธิและพรรคประชาธิปัตย์ และสนับสนุน น.ส. ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย โดย กรณีของข่าวสดนั้นมีความชัดเจนที่สุด เช่น มีการพาดหัวข่าว

3. บทสัมภาษณ์พิเศษ/รายงาน สกู๊ปข่าว: ผลการศึกษาพบว่า หนังสือพิมพ์มติชน ให้ ความสำคัญกับการสัมภาษณ์ฝ่ายพรรคเพื่อไทยถึง 4 ครั้ง คือการสัมภาษณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร, น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในขณะที่มีการสัมภาษณ์ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เพียง 2 ครั้งคือ การสัมภาษณ์นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ และนายสาธิต ปิตุเตชะ ซึ่งเป็น บุคคลที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักโดยกว้างขวางนักเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้สัมภาษณ์ของพรรคเพื่อไทย

ในขณะที่ข่าวสดเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่แปลบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรที่ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวเอบีซีนิวส์โดยลงเนื้อหาทั้งหมดที่ไม่มีการตัดทอน ส่วนไทยรัฐและเดลินิวส์ไม่มีบทสัมภาษณ์ พิเศษของพรรคการเมือง

4. คอลัมน์การเมือง: หนังสือพิมพ์ข่าวสดมีคอลัมน์ทางการเมืองที่มีเนื้อหาโจมตีนายอภิสิทธิ์ ชัดเจนและมากที่สุด เนื้อหาทั้ง หมดยังสนับสนุนและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้แก่น.ส. ยิ่งลักษณ์ ซึ่ง แตกต่างจากฉบับอื่นๆ ที่ค่อนข้างมีความสมดุล ส่วนมติชนก็มีคอลัมน์ที่วิพากษ์วิจารณ์นายอภิสิทธิ์ มากเช่นกัน แต่วิธีการสื่อภาษาไม่ชัดเจนเท่ากับหนังสือพิมพ์ข่าวสด

5. โฆษณาพรรคการเมืองในหนังสือพิมพ์: พรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่โฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ 29 หน้าสี ซึ่งมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งลงโฆษณา 18 หน้าสี นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อ ไทยลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์ในเครือบริษัทมติชนเท่านั้นคือ หนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน และ ประชาชาติธุรกิจ

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ลงโฆษณาใน 5 ฉบับคือ ข่าวสด มติชน ประชาชาติธุรกิจ เดลินิวส์ และคมชัดลึก เช่นเดียวกับพรรคการเมืองขนาดกลางอื่นๆ ที่ได้ลงในหนังสือพิมพ์ทั้ง 4-5 ฉบับ ทัง้ นี้ ไม่พบโฆษณาพรรคการเมืองในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในเดือนมิถุนายน 2554

จากผลการศึกษาดังกล่าว เชื่อได้ว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะมี “การบริหารจัดการสื่อมวลชน” อย่าง เป็นระบบ เช่น มีการเลือกลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์บางฉบับ มีการสร้างและประสานประเด็นข่าว ตลอดจนน่าจะมีการจัดส่งภาพของตนไปลงตีพิมพ์เป็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์บางฉบับ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลด้วยว่า พรรคเพื่อไทยอาจมีการ“ดูแล” ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ทำข่าวของพรรคบางรายด้วยผลการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกพาดพิงในอีเมล จากการตรวจสอบเนื้อหาข่าวหรือบทความที่ผู้ถูกพาดพิงเขียนลงในหนังสือพิมพ์ต้นสังกัด โดยความร่วมมือของทีมงานที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบสื่อ และการสอบถามข้อเท็จจริงจากบุคคล เหล่านั้น โดยคณะอนุกรรมการฯ คณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นต่อพฤติกรรมของผู้ถูกพาดพิงแต่ละ คน ดังต่อไปนี้

• นายปราโมทย์ ฝ่ายอุประ หัวหน้าข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ: จากการตรวจสอบ คอลัมน์วิเคราะห์ข่าวการเมือง วันอาทิตย์ ซึ่งนายปราโมทย์ให้ข้อมูลว่าเป็นผู้รับผิดชอบ พบว่ามีเนื้อหาที่ค่อนข้างมีความสมดุลกว่าคอลัมน์เดียวกันของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐใน วันอื่นๆ โดยมีบางวันที่มีเนื้อหาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และบางวันมีเนื้อหาที่ วิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองดังกล่าวอย่างมีเหตุผล จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า นาย ปราโมทย์เขียนบทความโดยมีความเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย

• นายสมหมาย ยาน้อย หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ นสพ.เดลินิวส์: นายสมหมายยอมรับว่า รู้จักนายวิมมาตั้ง แต่ปี 2534-2535 เนื่องจากเคยทำงานข่าวสายกระทรวงพาณิชย์มาด้วยกัน และได้พบกับนายวิมในสนามกอล์ฟแต่เล่นอยู่คนละก๊วน ตลอดจนได้เคยพบกันในร้านอาหารบ้าง จากการตรวจสอบคอลัมน์สังคม หน้า 5 ประจำวันเสาร์ ซึ่ง นายสมหมายเขียนโดยใช้นามปากกาว่า “อันดามัน” แม้จะพบว่า ข้อเขียนที่ปรากฏใน ช่วงเวลาดังกล่าวมักสนับสนุน น.ส.วิลาวัลย์ ธรรมชาติ ผู้สมัคร สส.เขตจตุจักรของ พรรคเพื่อไทย และพบข้อเขียนที่เสียดสีนายอภิสิทธิบ้างก็ตาม ผู้เขียนก็เคยวิจารณ์น.ส. ยิ่งลักษณ์และคนเสื้อแดงอย่างมีเหตุผลด้วยเช่นกัน จึงไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน ว่า นายสมหมายเขียนบทความโดยมีความเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย

• นายชลิต กิติญาณทรัพย์: จากการตรวจสอบ พบบทความที่ใช้ชื่อ นายชลิต กิติญาณ ทรัพย์ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจในช่วงเวลาที่ศึกษาเพียงบทความเดียว แม้บทความดังกล่าวจะมีเนื้อหาที่อาจแสดงถึงความโน้มเอียงบางประการของนายชลิต แต่ บทความที่เกี่ยวข้องที่คณะอนุกรรมการฯ พบในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีจำนวนน้อยเกินไป ที่จะสรุปได้ว่า นายชลิตเขียนบทความโดยมีความเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทยหรือไม่

• นายทวีศักดิ์ บุตรตัน: จากการตรวจสอบ พบบทความที่ใช้ชื่อ นายทวีศักดิ์ บุตรตัน ใน หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ในช่วงเวลาที่ศึกษาเพียง 2 บทความในคอลัมน์ “เดินหน้าชน” แม้บทความทั้งสองจะมีเนื้อหาที่โจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอาจแสดงถึงความโน้มเอียงบางประการของนายทวีศักดิ์ก็ตาม แต่บทความที่เกี่ยวข้องที่ คณะอนุกรรมการฯ พบในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีจำนวนน้อยเกินไปที่จะสรุปได้ว่า นายทวีศักดิ์ เขียนบทความโดยมีความเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทยอย่างแจ้งชัดหรือไม่ ส่วนบทความที่ใช้ชื่อนายทวีศักดิ์ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ก็มีเนื้อหาด้าน สิ่งแวดล้อม ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

• นายจรัญ พงษ์จีน: จากการตรวจสอบ พบว่าคอลัมน์ “ลึกแต่ไม่ลับ” ในหนังสือพิมพ์มติชน สุดสัปดาห์ ที่ใช้ชื่อนายจรัญ พงษ์จีน มีเนื้อหาค่อนข้างมีความสมดุล รอบด้าน โดยเนื้อหาส่วนมากเน้นการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส่วนคอลัมน์ “เรียงคนมา เป็นข่าว” ในหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งใช้นามปากกา “พลุน้ำแข็ง” นั้นนำเสนอข้อมูลตามข่าวที่เกิดขึ้น และมักกล่าวถึงแนวโน้มการเลือกตัง้ ตามที่เป็นข่าวโดยทั่ว ไปตามปรกติจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า นายจรัญเขียนบทความโดยมีความเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย

• นายปรีชา สะอาดสอน บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม เครือเนชั่น : นายปรีชาซึ่งยอมรับ ว่า รู้จักและเคยตีกอล์ฟกับนายวิม น่าจะไม่อยู่ในฐานะที่สามารถนำเสนอข่าวที่เป็น ประโยชน์ต่อพรรคเพื่อไทยด้วยตนเองโดยลำพังโดยง่าย เนื่องจากรับผิดชอบอยู่คนละ สายข่าว อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตต่อท่าทีของนายปรีชาในช่วง หลังที่อีเมลดังกล่าวเป็นข่าวขึ้นมา ซึ่งนายปรีชาไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่า นายวิมเลย นอกจากนี้เมื่อนายวิมโทรศัพท์ติดต่อมา นายปรีชาก็ไม่ได้รับสาย และ ไม่ได้ติดต่อกลับ ทั้งที่นายปรีชารู้จักกับนายวิมมาก่อน แต่นายปรีชากลับให้การว่าจะเตรียมการฟ้องร้องต่อผู้ที่ทำให้ตนได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจรวมถึงนายวิมด้วย

• นางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิก์กุล บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น : นางฐานิตะญาณ์ ซึ่งให้ข้อมูลว่าได้ไปพบนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาลจริง ก็น่าจะไม่อยู่ใน ฐานะที่สามารถนำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคเพื่อไทยด้วยตนเองโดยลำพัง โดยง่าย เนื่องจากไม่มีอำนาจในการคัดเลือกข่าวเพื่อนำเสนอในสื่อต่างๆ ในเครือเนชั่น

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตว่า เมื่อปรากฏข่าวของอีเมลที่เป็นปัญหา นางฐานิตะญาณ์ ก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลย ทั้ง ที่นายวิมรู้จักเป็น อย่างดีกับนายปรีชาซึ่งเป็นสามีของตน

3.4 ความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ

คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า การนำเสนอข่าวสารและบทความในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ของหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงบางฉบับโดยเฉพาะข่าวสด และรองลงมาคือ มติชน น่าจะมีความเอนเอียงในการก่อให้เกิดประโยชน์แก่พรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ ทัง้ การพาดหัวข่าว การเลือกภาพที่นำมาลงการนำเสนอข่าว คอลัมน์การเมืองและบทสัมภาษณ์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ ตาม คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า บทความของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงในช่วงที่ศึกษาไม่ได้แสดงความเอนเอียงที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่พรรคเพื่อไทยอย่างแจ้งชัด

4. สรุป จากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ได้รับจากการตรวจสอบ คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสรุปดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง อีเมลที่เป็นปัญหาน่าจะส่งมาโดยใช้บัญชี (account) และรหัสผ่าน (password) ของนาย วิม และเชื่อได้ว่า นายวิม น่าจะเป็นผู้เขียนข้อความในอีเมลฉบับดังกล่าวเองด้วยเหตุผลต่างๆ หลายประการ

ประการที่สอง ในช่วงการเลือกตัง้ ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยน่าจะมี “การบริหารจัดการสื่อมวลชน” ทั้ง ในระดับองค์กรและระดับบุคคลอย่างเป็นระบบ เช่น มีการเลือกลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์บาง ฉบับ มีการประสานประเด็นข่าวกับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ในระดับต่างๆ ตลอดจนน่าจะมีการ จัดส่งภาพของตนไปลงตีพิมพ์เป็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ที่มีความสัมพันธ์ด้วย อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ ไม่มีอำนาจตรวจสอบว่า ในการดำเนินการดังกล่าวได้มีการให้อามิสสินจ้างอันมีค่า หรือผลประโยชน์อื่น นอกเหนือจากการลงโฆษณาหรือไม่

ประการที่สาม หนังสือพิมพ์บางฉบับที่ถูกพาดพิงได้นำเสนอข่าวในช่วงเลือกตัง้ โดยมีความเอนเอียงในทางที่เป็นประโยชน์แก่พรรคเพื่อไทยอย่างค่อนข้างเป็นระบบ ทั้งการพาดหัวข่าว การเลือกภาพที่นำมาลง การบรรยายประกอบภาพ การนำเสนอข่าวและบทความต่างๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

ประการสุดท้าย ด้วยข้อจำกัดของอำนาจในการเข้าถึงพยานหลักฐาน คณะอนุกรรมการฯ ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า มีการให้สินบนผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ตามเนื้อหาของอีเมลดังกล่าวจริง หรือไม่ แต่เมื่อได้ตรวจสอบบทความที่ผู้ถูกพาดพิงแต่ละคนนำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ต้นสังกัดแล้ว

คณะอนุกรรมการฯ เชื่อว่า ผู้ที่ถูกพาดพิงส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้มีพฤติกรรมการรับสินบนตามที่เป็นข่าว แม้จะยังมีข้อสงสัยต่อท่าทีของผู้ถูกพาดพิงบางรายว่า เหตุใดจึงมีพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งน่าจะขัดต่อวิสัยปรกติของบุคคลทั่ว ไปในสถานการณ์ดังกล่าว

5. ข้อเสนอแนะ

จากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ มีข้อเสนอแนะต่อสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ในฐานะองค์กรกำกับจริยธรรมของหนังสือพิมพ์ให้พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้

1. สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ควรตักเตือนให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิก ยึดถือและปฏิบัติตามข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติโดยเคร่งครัด โดยต้องนำเสนอข่าวสารเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะ ต้องแสดงความพยายามในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ต้องละเว้นการเสนอข่าวเพราะความลำเอียงหรือมีอคติ นอกจากนี้ การแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆต้องให้ความเที่ยงธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิง และการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ก็ควรกระทำโดยบริสุทธิ์ใ จ ไม่ยอมให้อิทธิพลอื่นใดมาครอบงำความคิดเห็น

2. สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ควรขอความร่วมมือให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิกกำกับดูแลให้ผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์ ยึดถือและปฏิบัติตามข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการ

มติชน, 19 สิงหาคม 2554

เปิดรายงานฉบับสมบูรณ์ที่นี่

1 http://www.presscouncil.or.th/th2/images/stories/media-corruption-investigation.pdf
2 http://www.mediafire.com/?wqikoa445mndh14

———————

กรณีเกี่ยวเนื่อง

1 เปิดผลสอบสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กรณีสอบอีเมลการเมืองโยงสื่อรับเงิน
2 แถลงการณ์เครือมติชน-ข่าวสด ต่อรายงานคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมลของนักการเมืองฯ
3 2 มุมมอง จาก “2 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเครือเนชั่น”: กนก รัตน์วงศ์สกุล และ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
4 เปิดจดหมายลับหมอวิชัย โชควิวัฒน ส่งถึงมาร์ค
5 หมาป่า”กับ”ลูกแกะ”, สรกล อดุลยานนท์

Categories: News and politics

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: