Home > News and politics > ค่าแรงขั้นสูง, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ค่าแรงขั้นสูง, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ค่าแรงขั้นสูง

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

นโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ให้แก่ผู้ใช้แรงงานได้กลายเป็นประเด็นที่นำมาซึ่งข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง

ผู้ประกอบการหรือนายจ้างจำนวนมากให้ความเห็นว่าจะเป็นผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้ามีราคาสูงขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องไปถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่นๆ และท้ายสุดก็อาจนำมาสู่การ “เจ๊ง” ทำให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็จะไม่ได้อะไรจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

อันที่จริงความเห็นในลักษณะนี้ก็เป็นที่คุ้นเคยกันมาก่อนหน้า เมื่อใดก็ตามที่มีการเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแก่ผู้ใช้แรงงาน เหตุผลคัดค้านลำดับต้นๆ ที่จะมักได้ยินก็อย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั่นแหละ จึงเป็นผลให้การขึ้นค่าแรงแต่ละครั้งเป็นไปอย่างจิ๊บจ๊อยมาก หลายครั้งก็ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในแต่ละปีเสียอีก

สมมติว่าเหตุผลเรื่องการเสียความสามารถในการแข่งกับประเทศอื่นเป็นความจริง หมายความว่าเราจึงควรยอมให้มีการกดขี่ค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละวันนี้ต่อไปหรือ ไม่ต้อง 300 บาทหรอกครับ นักวิชาการแรงงานบางท่านเห็นว่าค่าแรงที่จะทำให้แรงงานมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างมีมาตรฐานคือมากกว่า 400 บาทต่อวัน

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีผลกระทบต่อต้นทุนของสินค้าอย่างไม่อาจปฏิเสธ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าในต้นทุนการผลิตของสินค้าก็มีส่วนอื่นๆ รวมเข้าไปอยู่ด้วย เช่น ราคาวัตถุดิบ ดอกเบี้ยเงินกู้ ระบบการบริหารจัดการ และส่วนที่อาจเป็นจำนวนน้อยก็คือค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับบรรดาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทธุรกิจเอกชนทั้งหลาย

ค่าตอบแทนหรือเงินที่จ่ายให้กับผู้บริหารระดับสูงซึ่งจำนวนไม่น้อยก็คือผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ หรือบางครั้งก็คือบุคคลที่ถูกเรียกว่าเป็น “มืออาชีพ” มักไม่ค่อยเป็นที่รับรู้กันว่าได้กันในจำนวนเท่าใด แต่ก็เป็นที่คาดเอาได้ว่าจำนวนของก้อนเงินนั้นขึ้นอยู่ขนาดของธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรให้กับบริษัท ซึ่งก็อาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ โดยทั่วไปก็ต้องนึกถึงว่าจะต้องทำให้ยอดขายและผลกำไรของบริษัททะยานขึ้นในระดับสูง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสามารถในการคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกำไรที่ก้อนใหญ่มากขึ้น หนึ่งในการคุมต้นทุนก็คือทำให้ค่าแรงมีระดับที่ต่ำ ยิ่งเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นมาก การกดค่าแรงก็จะมีผลอย่างมากต่อกำไรที่จะเกิดขึ้น เช่น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า

ดังนั้น อะไรที่จะเป็นปัจจัยเอื้อต่อการทำให้ค่าแรงสูงขึ้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกจัดการอย่างเข้มงวด จึงไม่ต้องแปลกใจที่บรรดาผู้นำสหภาพแรงงานจำนวนไม่น้อยที่มีความเข้มแข็งต่างต้องถูกเด็ดหัวจากสถานประกอบการไม่น้อย

รวมไปถึงการสร้างแรงกดดันในทางการเมืองแก่นักการเมืองหรือข้าราชการประจำที่จะทำให้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำเป็นนโยบายค่าแรงต่ำพร้อมกันไป คณะกรรมการไตรภาคีที่อ้างกันว่ามีความชอบธรรมในการกำหนดอัตราค่าแรงเพราะองค์ประกอบมีทั้งจากนายจ้าง ลูกจ้างและภาครัฐ แต่ก็ไม่เคยทำให้ค่าแรงเปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นธรรมได้เลย

ขณะที่ค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับทางฝ่ายผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอยู่ในระดับที่สูง กลับไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องถูกกำกับแต่อย่างใด ในกรณีที่บริษัททำกำไรได้มากไม่ว่าจะด้วยวิธีการจ้างงานแบบเหมาช่วง การทำลายความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน หรือด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม ก็สามารถได้รับผลตอบแทนอย่างมาก มากจนขนาดที่ผู้ใช้แรงงานบางคนคำนวณว่าตนเองต้องทำงานเป็นเวลาหลายปีเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับที่ผู้บริหารได้รับในเวลาหนึ่งเดือน

คำอธิบายที่จะได้ยินกันก็ด้วยเหตุผลว่าผู้บริหารทำงานที่สร้างกำไรได้มากจึงควรได้มาก ก็มีจำนวนมากไม่ใช่หรือที่ทำให้บริษัทต้องวินาศไปแต่ก็ยังได้รับเงินก้อนใหญ่อยู่เช่นเดิม หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกา เมื่อรัฐบาลให้เงินเพื่อช่วยเหลือแก่ธุรกิจเอกชนจำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหากับสภาพคล่องและการขาดทุนอันเนื่องมาจากการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ผลปรากฏว่าเงินก้อนโตนี้ถูกเอาไปใส่กระเป๋าบรรดาชนชั้นประชุมทั้งหลาย

กระทั่งเมื่อเป็นข่าวฉาวโฉ่ออกมาสู่สาธารณะ ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามากำหนดเพดานการให้เงินตอบแทนแก่ผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้ว่าจะมีได้จำนวนมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เอาไปบริหารกันอย่างมูมมามภายใต้ข้ออ้างเรื่องการฟื้นฟูธุรกิจ

หรือธุรกิจเอกชนของไทยเป็นจำนวนมากในห้วงวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้งที่ผ่านมาซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความล่มจมของบริษัท ก็ไม่ได้ต้องอยู่ในสถานะที่ยากลำบากแต่อย่างใดเลย จำนวนไม่น้อยก็ยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีหากลองเทียบกับลูกจ้างซึ่งทำงานอย่างยาวนานแต่ละวัน และโดนเลิกจ้างหรือปรับเปลี่ยนระบบการจ้างที่ทำให้ความมั่นคงในชีวิตน้อยลง

แม้ในกรณีของสหรัฐอเมริกาอาจมีเหตุผลว่าเพราะเป็นเงินที่มาจากภาษีประชาชนจึงทำให้รัฐบาลสามารถเข้าไปกำกับได้ แต่คำถามสำคัญก็คือว่าในการกำหนดค่าตอบแทนแก่เจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูง ควรมีข้อกำหนดเพื่อความเป็นธรรมเกิดขึ้นบ้างได้หรือไม่

การได้ค่าจ้าง 28 บาทต่อชั่วโมงของลูกจ้างพาร์ทไทม์ หรือลูกจ้างตัดเย็บรองเท้าชื่อดังวันละไม่ถึง 2 ดอลลาร์ในประเทศด้อยพัฒนากับค่าตอบแทนปีละมากกว่าล้านดอลลาร์ของผู้บริหารในบรรษัทข้ามชาติ หรือเรื่องเหล่านี้เป็น “ธรรมชาติ” ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ใช่หรือไม่

หรือเป็นเพราะระบบทุนนิยมแบบได้ทำให้สายตาและสมองของเรามองและคิดไปในทุกพื้นที่ยกเว้นที่กระเป๋าของนายทุน

กรุงเทพธุรกิจ, 4 สิงหาคม 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: