Home > News and politics > บ้านนอก-นอกคอกนา, นิธิ เอียวศรีวงศ์

บ้านนอก-นอกคอกนา, นิธิ เอียวศรีวงศ์

บ้านนอก-นอกคอกนา

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

แค่มีลูกเล็กต้องส่งโรงเรียนคนเดียว มอ”ไซค์หนึ่งคันก็ทำให้ประหยัดไปมากแก่ผู้คนในกรุงเทพฯ มันส่งลูกได้ถึงประตูโรงเรียน ส่งเมียไปทำงาน และนำตัวเองไปถึงที่ทำงานได้ทันเวลา

คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่คงเข้าใจ อย่างเดียวกับที่คนฮานอย, ดานัง, จาการ์ตา, พนมเปญ ฯลฯ เข้าใจ และมีชีวิตอยู่ร่วมกับมอ”ไซค์ที่หนาแน่นบนท้องถนนได้ แม้ว่าอาจรำคาญเสียงและการฉวัดเฉวียนใกล้เฉียดรถเก๋งคันงามของตนบ้าง ก็เพียงแต่เหยียดให้มันกลายเป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งในนามว่า “แมงกะไซค์”

เป็น “สิ่งอัปลักษณ์ที่จำเป็น” ของเมืองใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาทั่วไป ไม่อย่างนั้นจะกินพิซซ่าที่ยังอุ่นอยู่ได้อย่างไร

แต่จำนวนมากทีเดียวของคนกรุงเทพฯ ไม่เข้าใจว่า คน “บ้านนอก” จะมีมอ”ไซค์ไปทำไม ก็ไม่ได้ทำงานประจำ โรงเรียนก็อยู่ใกล้บ้าน เดินไปก็ได้ คงอยากมีไว้ขี่โฉบไปโฉบมาอวดสาวเท่านั้น

น่าตกใจที่ในจำนวนมากของคนกรุงเทพฯ ที่ไม่เข้าใจนี้รวมถึงนักวางแผนเศรษฐกิจในภาครัฐด้วย

หลายปีมาแล้วก่อนที่ คุณทักษิณ ชินวัตร จะขึ้นมาเป็นนายกฯ ผมเคยเขียนเล่าว่า มอ”ไซค์ช่วยขยายตลาดงานรับจ้างแก่คน “บ้านนอก” อย่างไร ผมเคยพบคนที่อยากไปทำงานประจำในนิคมอุตสาหกรรม แต่ไปไม่ได้เพราะจนเกินกว่าจะซื้อมอ”ไซค์ได้ ทำให้ต้องรับจ้างรายวันในหมู่บ้านซึ่งไม่มีงานให้ทำตามฤดูกาลเท่านั้น มอ”ไซค์ยังช่วยส่งพืชผลการเกษตรหรือขนปุ๋ยในไร่นาขนาดเล็ก ทั้งการส่งลูกไปโรงเรียนก็กลายเป็นความจำเป็น เพราะโรงเรียนลูกไม่ได้อยู่ใกล้บ้านอย่างจินตนาการของคนกรุงเทพฯ อีกแล้ว

มอ”ไซค์ระบาดไปทั่ว “บ้านนอก” ไม่ใช่เพราะคน “บ้านนอก” อยากเอาอย่างคนกรุงเทพฯ แต่เพราะ “บ้านนอก” ไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว

แทบไม่มีครอบครัวไหนทำเกษตรเลี้ยงตนเองอีกต่อไป การเกษตรที่ทำกันอยู่ล้วนเพื่อป้อนตลาด ยิ่งในหมู่บ้านที่ใกล้เมืองใหญ่ แทบจะหาคนทำเกษตรไม่ได้เลย คนส่วนหนึ่งหันมาทำการค้ารายย่อย นับตั้งแต่ร้านชำ, เสริมสวย, ทำขนมส่งตลาด, รับเหมารายย่อย, เป็นนายหน้าแรงงาน, ขายก๋วยเตี๋ยว, รับงานโรงงานมาทำส่งเป็นรายชิ้น, และอีกส่วนหนึ่งได้งานประจำกับหน่วยราชการหรือบริษัทร้านค้า

กิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงาน (มากกว่าโรงงานประกอบรถยนต์เสียอีก เมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ลงทุนบาทต่อบาท) และนี่คือแหล่งงานของคนที่เหลือ คือรับจ้างแรงงาน นับตั้งแต่รับจ้างในภาคเกษตรซึ่งไม่มีงานทำตลอดปี ไปจนถึงรับจ้างซักผ้าทำความสะอาดบ้านให้แก่คนที่ทำงานประจำในหมู่บ้าน ไปจนถึงช่วยขายของในร้านชำ ล้างชามให้ร้านก๋วยเตี๋ยว เป็นลูกน้องของเสี่ยรับเหมา หรือนายหน้าแรงงานในหมู่บ้าน ฯลฯ

เครือข่ายทางเศรษฐกิจของคน “บ้านนอก” จึงขยายตัวกว้างขวาง ไม่จำกัดอยู่แต่ในหมู่บ้านดังเคย ต้องการ “ปัจจัยการผลิต” ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อชีวิตและงานที่เปลี่ยนไป

(ส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ค่าแรงเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ฉะนั้น ถึงจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก็ยังไม่กระทบต่อนายจ้างในทันทีแน่นอน)

ภาพความเปลี่ยนแปลงของ “บ้านนอก” ดังที่กล่าวนี้ เห็นได้ชัดในสถิติระดับชาติ, ระดับภาค, และระดับจังหวัด แต่แปลกที่ไม่ค่อยซึมเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเท่าไรนัก

ในช่วงที่มีการต่อต้านคุณทักษิณ อดีตเลขาธิการของสภาพัฒน์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ชาวบ้านที่กู้เงินกองทุนหมู่บ้านไปใช้ หาได้นำไปใช้เพื่อเพิ่มสมรรถภาพในการผลิตของตน เพียงแต่นำเงินไปซื้อมือถือ, ตู้เย็น และทีวีเท่านั้น

ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้สำรวจจริง แต่ผมก็เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยของผู้ที่ได้เงินกู้ไป นำเงินไปซื้อสินค้าสามตัวนั้นจริง

แต่มือถือ, ตู้เย็นและทีวีเพิ่มสมรรถภาพการผลิตของเขาอย่างมากทีเดียว หากคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มองสินค้าสามตัวนี้จากชีวิตของตนเอง ก็จะเข้าใจว่าล้วนไม่มีความจำเป็นและไม่เกี่ยวอะไรกับการ “ผลิต” ทั้งสิ้น เพราะการ “ผลิต” ในงานการของคนชั้นกลาง ไม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ในขณะที่การ “ผลิต” ของคน “บ้านนอก” แยกสองอย่างนี้ออกจากกันไม่ได้

น่าสังเกตนะครับว่า สองในสินค้าสามตัวนี้คือเครื่องมือการสื่อสาร ที่ทำให้ชีวิตของคน “บ้านนอก” เข้าไปอยู่ในเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวกว้างขวางขึ้น เปิด “โอกาส” นานาชนิดให้แก่เขา ทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ, การศึกษา, และการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายกับบุคคลและสถาบัน แน่นอนว่าเปิด “กับดัก” นานาชนิดให้แก่ชีวิตของเขาด้วย เช่น เล่นพนันบอล แต่ปัจจัยการผลิตอะไรๆ ก็เปิด “กับดัก” ให้แก่ทุกคนได้เหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ หรือคน “บ้านนอก”

มือถือเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายของนายหน้าแรงงาน ทั้งที่อยู่ในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน รวมทั้งเครือข่ายของผู้รับเหมาทั้งในและนอกหมู่บ้านด้วย สะดวกแก่แม่ค้าในตลาดที่จะสั่งขนมเพิ่ม สะดวกที่โรงงานเย็บผ้าจะเร่งงาน หรือผัดผ่อนงาน ฯลฯ มือถือจึงเป็นปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสมรรถภาพการผลิตของคน “บ้านนอก” อย่างมาก

เช่นเดียวกับทีวี แม้ดูแต่ละครน้ำเน่า ก็ยังได้ข่าวสารข้อมูลที่จำเป็นอยู่นั่นเอง เพราะดึงให้ได้เข้าไปในกลุ่มสนทนาที่กว้างขวางขึ้น ได้รู้ว่าทีวีเตือนเรื่องพายุจะมา หรือเล่ห์กลการตกทอง ฯลฯ จากวงสนทนาอีกต่อหนึ่ง และแน่นอนมีทั้ง “โอกาส” และ “กับดัก” จากทีวี เช่นเดียวกับที่คนกรุงเทพฯ โดน

ตู้เย็นล่ะครับ ตู้เย็นช่วยประหยัดค่าอาหารลงได้ไม่น้อย นับตั้งแต่เก็บอาหารเหลือไว้กิน ไปจนถึงไม่ต้องไปจ่ายตลาดทุกวัน อย่าลืมว่าชีวิตของหลายครอบครัวใน “บ้านนอก” มีเวลาจำกัดไม่ต่างจากคนชั้นกลางในเมือง เมียต้องไปทำงานที่โรงบ่มแต่เช้า ผัวไปกับทีมรับเหมาแต่เช้าเหมือนกัน ไม่เหลือใครไว้จ่ายตลาด (แม้แต่มีรถพุ่มพวง ก็ไม่มีคนอยู่ซื้อ) ทำกับข้าวอีกแล้ว ต้องอาศัยอาหารถุงไม่ต่างจากคนในเมือง ยิ่งเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหรือทำขนมส่ง

ตู้เย็นเป็นปัจจัยการผลิตโดยตรงเลยทีเดียว

เมื่อต้องมีปัจจัยการผลิตในวิถีการผลิตแบบใหม่ ก็ต้องเข้าถึงทุน แต่คน “บ้านนอก” ส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ในระบบ มีหนี้สินจากเงินกู้นอกระบบมากมาย กองทุนหมู่บ้านจึงเข้ามาตอบปัญหาส่วนหนึ่งของเขาอย่างแน่นอน

ผมไม่ทราบหรอกว่า เมื่อตอนคุณทักษิณริเริ่มโครงการกองทุนหมู่บ้านนั้น คุณทักษิณทำไปด้วยความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงใน “บ้านนอก” มากน้อยเพียงไร ถ้าผมจำไม่ผิด ดูเหมือนในระยะแรก คุณทักษิณจะให้ความสำคัญแก่การขจัดเงินกู้นอกระบบมากกว่า ซึ่งก็ได้ผลส่วนหนึ่ง แต่ไม่สู้จะมากนักเพราะความจำเป็นต้องเข้าถึงแหล่งทุนมีมากกว่าที่กองทุนหมู่บ้านจะเข้าไปแทนที่เงินกู้นอกระบบได้หมด

อย่างไรก็ตาม กองทุนหมู่บ้าน เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐต้องช่วยในการปรับระบบสู่วิถีการผลิตชนิดใหม่ ซึ่งคน “บ้านนอก” ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ในทางปฏิบัติ จะช่วยได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเคยอ่านงานวิจัยของอาจารย์จุฬาฯ คนหนึ่ง ที่ไปประเมินเรื่องนี้แล้วพบว่า ประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของเงินนี้ ถูกใช้ไปเพื่อหนุนช่วยการ “ประกอบการ” ของชาวบ้านที่ต้องการได้จริง แต่อีกครึ่งที่เหลือถูกกระจายไปในหมู่เครือญาติและพรรคพวกของคณะกรรมการกองทุนฯ

คนเหล่านี้มีฐานะค่อนข้างดีอยู่แล้ว จึงเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบทางอื่นได้สะดวกกว่า กองทุนหมู่บ้านจึงกลับไปช่วยให้คนเหล่านี้ยิ่งขยายการประกอบการของตนได้ง่ายขึ้น จึงเท่ากับถ่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจใน “บ้านนอก” ให้กว้างขึ้น

แต่มอ”ไซค์, มือถือ, ตู้เย็น และทีวี หรือหนทางที่ชาวบ้านซึ่งได้เงินไปจากกองทุน จะเอาไปใช้อย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญใดๆ จะพิจารณาได้ดีไปกว่าตัวชาวบ้านเอง ที่เอาไปสุรุ่ยสุร่าย ซื้อสินค้าที่ไม่ช่วยเสริมสมรรถภาพการผลิตของตนก็มีแน่ แต่อย่าตีขลุมโดยไม่เข้าใจวิถีชีวิตและวิถีการผลิตของชาวบ้าน การพิจารณาว่าอะไรคือสินค้าฟุ่มเฟือย อะไรจำเป็น ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินกันได้ง่ายๆ

เมื่อผมเป็นเด็ก องุ่นถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะต้องนำเข้าทั้งหมด

พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขยายกองทุนหมู่บ้านขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่า 50% ฉะนั้น คำวิจารณ์เก่าๆ เหล่านี้ก็คงกลับมาอีก อันที่จริงถ้ามีกำลังจะเพิ่มให้มากกว่านี้ ก็ควรจะเพิ่มมากกว่า เพราะการเข้าถึงแหล่งทุนยิ่งนับวันก็ยิ่งจำเป็นแก่คน “บ้านนอก” มากขึ้น

แต่มิได้หมายความว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านไม่มีอะไรบกพร่องที่ควรแก้ไข และพัฒนาต่อไปนะครับ

จะบริหารกองทุนอย่างไรจึงจะทำให้เงินกระจายไปสู่คนในหมู่บ้านอย่างกว้างขวางจริง ก็เป็นเรื่องที่ควรคิดให้ดี โดยเฉพาะกลไกที่จะทำให้เกิดการคานอำนาจกันเองภายในหมู่บ้านมากขึ้น

นอกจากทุนแล้ว ชาวบ้านยังต้องการความรู้ในการเข้าสู่ตลาดเต็มตัวด้วย แต่ความรู้อย่างนี้หาไม่ได้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอก แต่หาได้จากชาวบ้านด้วยกันเอง โดยเฉพาะจากผู้ที่ประสบความสำเร็จซึ่งมีอยู่ในหมู่บ้านไม่น้อยเหมือนกัน ทำอย่างไรจึงจะจัดองค์กรให้ความรู้เหล่านี้สามารถถ่ายทอดออกไปได้ นี่เป็นเรื่อง KM (การจัดการความรู้) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ขอการสนับสนุนจาก สกว. ได้เป็นหลายร้อยล้าน

ทำอย่างไรจึงจะเอาไปปฏิบัติได้จริงในบริบทของ “บ้านนอก” ไทย นอกตำราและนอกการปาฐกถาของผู้เชี่ยวชาญชาวบ้านยังสามารถเรียนรู้ได้เองอีกมาก หากจัดให้ชาวบ้านเข้าถึง “การศึกษา” ที่ดีกว่านี้ การศึกษานะครับ ไม่ใช่โรงเรียนเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องคิดถึงสื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้อื่นๆ อีกหลายอย่าง (นอกจากคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตแล้ว ยังมีอะไรอีกมากที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้)

กองทุนหมู่บ้านช่วยตอบปัญหาสำคัญของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในชนบทไทย แต่จะตอบได้ดีกว่านี้อีกมากนัก หากคิดให้รอบด้าน

โดยจับประเด็นให้ถูกว่า กองทุนหมู่บ้านหรือการเข้าถึงแหล่งทุนสัมพันธ์อย่างไรกับชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปของชาว “บ้านนอก”

มติชนสุดสัปดาห์, ศุกร์ที่ 05 สิงหาคม 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1616 หน้า 30

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: