Home > News and politics > ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้กลายเป็นประเด็นซึ่งถูกตระหนักถึงอย่างกว้างขวาง

เฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ภายหลังการก่อตัวของมวลชนคนเสื้อแดง ที่ขยายตัวออกอย่างกว้างขวางสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ภาพความไม่เท่าเทียมกันในหลากหลายมิติได้ถูกนำเสนอปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่น ช่องว่างทางรายได้ของคนที่มีรายได้สูงกับรายได้ต่ำ การถือครองที่ดินของเจ้าที่ดินกับชาวไร่ชาวนา เป็นต้น อันเป็นผลไปสู่การเสนอแนวทางแก้ไขในรูปแบบต่างๆ อันมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คน และด้วยความเชื่อว่าจะทำให้กลุ่มเสื้อแดง “สลายตัว” ไปในที่สุด

จึงได้มีการพูดถึงนโยบายการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า การเพิ่มระบบสวัสดิการแก่ประชาชนที่เป็นกลุ่มคนระดับล่างหรืออยู่ภาคเศรษฐกิจนอกระบบ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงาน การจัดระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ฯลฯ

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งของนโยบายเหล่านี้ อาจมีส่วนช่วยสร้างภาวะความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ทิศทางในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาเบื้องต้น ล้วนเป็นความพยายามที่ไม่ได้ให้ความสนใจและมองข้ามประเด็นสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ นั่นก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย

ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจหมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไร

หากนิยามกันแบบสั้นๆ ก็คือ ความสามารถในการตัดสินใจเพื่อกำหนดชะตากรรมของตนหรือกลุ่มของตน ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจก็หมายความถึงว่าความสามารถในการกำหนดอนาคตของคนแต่ละกลุ่มมีไม่เท่าเทียมกัน บางกลุ่มมีเสียงดังกว่ากลุ่มอื่นๆ และมักเลือกเอาอนาคตในแบบที่เป็นประโยชน์กับตัวและพวกพ้องมากกว่าการตระหนักถึงกลุ่มคนอื่นอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง และทำให้บางกลุ่มต้องแบกรับภาระมากเกินไปอย่างไม่เป็นธรรม

ทำไมผู้ใช้แรงงานจึงมีคุณภาพชีวิตในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งอาจมาจากค่าจ้างแรงงานที่น้อยนิด การจ้างงานซึ่งพร้อมจะถูกเลิกจ้างได้ทุกลมหายใจ ความเสี่ยงจากโรคภัยในการทำงานโดยไม่มีหลักประกันใดรับรอง หรือจากอีกหลายปัจจัยที่มีอยู่อย่างมากมาย

แต่หากค้นไปให้สุดสายแล้ว จะพบว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งก็เพราะความไร้อำนาจของผู้ใช้แรงงานในการปกป้องชีวิตของตนเอง ทั้งจากการเอาเปรียบของนายจ้างและการให้ความช่วยเหลือของอำนาจรัฐ

การล่มสลายของเกษตรกรรายย่อยในห้วงเวลาปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะผลของความปรวนแปรทางธรรมชาติหรือเป็นเพราะจน เครียด กินเหล้าเท่านั้น ความไม่มั่นคงของเกษตรกรรายย่อยก็เกี่ยวพันอย่างสำคัญกับการมองข้ามหัวคนตัวเล็กๆ ในภาคการเกษตร หากแต่มุ่งให้ความสำคัญกับธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่เป็นด้านหลัก การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่มีการเตรียมการรองรับผลกระทบที่จะบังเกิดแก่คนตัวเล็กๆ แต่อย่างใด ขณะที่บางกลุ่มสามารถฉวยประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างมหาศาล

รายงานข่าวความมั่งคั่งของเจ้าของธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ไปควบคู่กับการล้มละลายของชาวนา จึงเป็นเรื่องปกติเพราะความไร้อำนาจของคนกลุ่มหนึ่ง

การเผชิญหน้ากับความยากจนของคนตัวเล็กในสังคมด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะในแบบที่เรียกว่าประชานิยมนั้น แม้อาจดูว่าช่วยแก้ไขปัญหาได้แต่เอาเข้าจริงก็เป็นเพียงการจัดการกับบั้นปลายของปัญหาโดยที่ไม่ได้เพิ่มอำนาจให้กับผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบแต่อย่างใด

ทั้งที่หากทำให้เกิดอำนาจที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นระหว่างกลุ่มคนแต่ละฝ่าย เช่น ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับนายจ้าง ข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานอาจไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของค่าจ้างรายวันเท่านั้น อาจจะครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

อำนาจที่ใกล้กันมากขึ้นจะช่วยทำให้ทางด้านผู้ใช้แรงงานสามารถสร้างหลักประกันจากอำนาจของตนเองมากกว่าเพียงการรอรัฐบาลประทานมา ซึ่งก็ไม่แน่นักว่าจะได้อย่างที่ต้องการและบนพื้นฐานของความเป็นธรรม

การเพิ่มอำนาจให้เกิดความเท่าเทียมกันไม่ใช่ด้วยการเพิ่มเบี้ยยังชีพ 500 บาท หากแต่หมายถึงการสร้างเงื่อนไขและองค์ประกอบบางอย่างซึ่งอาจแตกต่างไปตามแต่ละกลุ่ม การประกันสิทธิทางกฎหมายในการรวมกลุ่มอาจมีความจำเป็นผู้ใช้แรงงาน ขณะที่บางประเด็นอาจต้องมีการปรับโครงสร้างทางการเมืองในรูปแบบใหม่ให้บังเกิดขึ้น อันเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงรายละเอียดในแต่ละประเด็น

การขจัดความเหลื่อมล้ำทางอำนาจจึงจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการต่อรองและสร้างกติกาทางสังคม ที่ทำให้ทุกฝ่ายได้พูดและเรียกร้องถึงความต้องการของตน รวมทั้งการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจกับสถาบันหรือกลุ่มองค์กรอื่นในทางสังคม สหภาพแรงงานหรือสหภาพชาวนาที่เข้มแข็งก็อาจต่อรองนโยบายด้วยการลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่สนับสนุน

ข้อกล่าวหาเรื่องการไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากหน่วยงานของรัฐ หรือที่เรียกว่า “สองมาตรฐาน” หรือการสร้างวาทกรรมไพร่-อำมาตย์ที่มีความหมายกินใจผู้คนจำนวนมาก ก็ล้วนเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ เพราะไม่อาจควบคุมหรือกำกับสถาบันทางการเมืองหรือแม้แต่กระบวนการยุติธรรม จึงเป็นผลให้ต้องถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าไม่มีความพยายามอันชัดเจนในการสร้างความเท่าเทียมทางอำนาจให้เพิ่มขึ้น แม้มีข้อเสนอบางประการจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในเรื่องการยกเลิกระบบราชการส่วนภูมิภาค หรือการให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชน อันนับเป็นประเด็นสำคัญในการทำให้ท้องถิ่นจะสามารถมีเสียงที่ดังมากขึ้น แต่ก็ไม่มีการขานรับเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเพียงพอ

เราจึงได้ยินแต่นโยบายในการขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยที่ยังคงความเหลื่อมล้ำทางอำนาจเอาไว้อย่างมั่นคง หรือหากพูดอีกแบบ ก็คือ มีความมั่นคงในชีวิตดีขึ้นได้แต่ยังไง ก็ต้องเป็นเพราะพวกอั๊วให้ลื้อนะโว๊ย จงสำนึกบุญคุณไว้ดี

กรุงเทพธุรกิจ, 12 พฤษภาคม 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: