Home > News and politics > ปรัชญา, คำ ผกา

ปรัชญา, คำ ผกา

ปรัชญา

คำ ผกา

หลายๆ คนบอกว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายใต้แรงกดดันหรือถูกขนาบด้วยสองอำนาจจนแทบจะเป็นรัฐบาลที่ต้องทำงานอยู่ระหว่างเขาควายสองข้าง (dilemma)

นั่นคือต้องรักษาสมดุลอำนาจกับกลุ่มอำนาจเก่า และการแสดงท่าทีประนีประนอมแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ทั้งนี้ เพราะกลัวว่าจะมีการปลุกมวลชนขวาจัดคลั่งชาติมาสร้างสถานการณ์เรียกร้องให้กองทัพออกมาทำการรัฐประหารอีก

อีกด้านหนึ่งรัฐบาลนี้ก็ถูกกดดันจากฝ่ายประชาชนเสื้อแดงที่ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลนี้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่สามารถคะคานกับกลุ่มอำนาจเก่าและอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าอภิชน

แต่ฉันกลับไม่เห็นเช่นนั้น

แน่นอนว่าการเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมและการประสานผลประโยชน์ แต่ธงที่ใหญ่กว่านั้นคือ คุณจะประนีประนอมด้วย “ปรัชญา” ชุดไหน

เช่น การดำเนินนโยบายประนีประนอมด้วยการยึดเอาปรัชญาของประชาธิปไตย และประชาชนนำหน้าด้วยต่างจากนโยบายประนีประนอมที่ยึดเอาปรัชญาของการเอาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องให้รอด หรือประนีประนอมด้วยการไม่มีปรัชญาอะไรเลยแต่เพียงแค่เอาตัวให้รอดไปวันๆ

ฉันไม่เห็นว่ารัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์จะต้องนำตัวเองไปอยู่ใน dilemma นั้น เพราะรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีความชอบธรรมทุกประการในการดำเนินนโยบายที่เป็นตัวของตัวเอง

ไม่ใช่จะก้าวไปทางซ้ายก็กลัวฝั่งขวาจะเกลียด จะขยับขาไปขวาก็กลัวโดนทางซ้ายจะกระทืบ

ผิดจากรัฐบาลชุดก่อนที่ไม่มีความชอบธรรมจากเสียงของประชาชนยอมรับทั้งไม่ได้รับความชอบธรรมจากนานาชาติเนื่องจากที่มาของอำนาจรัฐบาลไม่ชอบธรรม

อาจจะมีคนเถียงว่า รัฐบาลของพรรคไทยรักไทยก็มาจากเสียงของประชาชนยังถูกรัฐประหารออกไปง่ายดาย แต่สถานการณ์ของพรรคไทยรักไทยในวันนั้นต่างจากสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในวันนี้

ความล้มเหลวของรัฐบาลไทยรักไทยในวันนั้นมาจากการให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับสังคมน้อยเกินไป และเกิดช่องว่างของการพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งก้าวหน้าในขณะที่นโยบายทางวัฒนธรรมกลับล้าหลัง (กระทรวงวัฒนธรรมยังเป็นแค่กระทรวงของแถม ทั้งๆ ที่กระทรวงนี้มีศักยภาพในการปฏิรูปจิตสำนึกของประชาชนได้มากเท่าๆ กับกระทรวงศึกษาธิการ)

ตัวอย่างนโยบายทางวัฒนธรรมที่ล้าหลัง เช่น การตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม” หรือความไม่อ่อนไหวต่อนโยบายทางวัฒนธรรมที่ไปสนับสนุนความคิดคลั่งชาติที่คับแคบในขณะที่นโยบายเศรษฐกิจได้ก้าวข้ามพรมแดนของ “ชาติ” ไปไกล

ความไม่พยายามที่จะ “นิยาม” หรือ ก่อร่างสร้างจิตสำนึกของ “ชาติ” แบบใหม่ที่ทันสมัย อันจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผนวกเอาคุณค่าว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างถึงที่ที่สุด การให้ความสำคัญกับ “ประชาชน” ในฐานะของสถาบันหลักของชาติ การให้ความสำคัญกับความเสมอภาค และเสรีภาพอย่างถึงที่สุด ท้ายที่สุดมันคือดาบที่กลับมาทำลายรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเอง

เพราะ “เนื้อหา” ที่ใช้โจมตีรัฐบาลไทยรักไทยของคุณทักษิณนั้นไม่ใช่เรื่องคอร์รัปชั่นที่เป็นเรื่องหลักแต่เป็นเรื่อง “ขายชาติ” ไมว่าจะเป็นกรณีเทมาเส็กหรือเขาพระวิหารหรืออื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน (แต่กฎหมายห้ามพูด) ไม่นับประเด็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลไทยรักไทยปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร

ถ้าเพียงแต่รัฐบาลในเวลานั้นใส่ใจกับการก่อร่างสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นเสรีนิยมทางวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการทำงานทางวัฒนธรรมเชิงวิพากษ์แบบถึงรากถึงโคนในทุกมิติ (ไม่ต้องทำเอง เพียงแต่เปิด เปิด และเปิด) การทำงานเชิงนโยบายของหน่วยงานบางหน่วยงานที่ไปสนับสนุนการรัฐประหารทางอ้อมจะไม่เข้มแข็งอย่างทุกวันนี้

และการรัฐประหารอาจจะไม่สำเร็จก็เป็นได้ เพราะประเด็น “ขายชาติ” จะปลุกไม่ขึ้น การตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าสำคัญกว่าวัฒนธรรมไทย, พุทธศาสนาแบบไทย และการบ้าคลั่งความดี และศีลธรรมแบบ สสส. หรือแม่ชี หลวงพี่ นู่น นั่น นี่ จะเป็นวัคซีนป้องกันการรัฐประหารให้รัฐบาลที่มาจากประชาชน

5 ปีผ่านไปนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ประชาชนไทย-อย่างน้อย 15 ล้านเสียงที่ไป vote ให้พรรคเพื่อไทย-ได้บทเรียนที่เราจ่ายไปแพงมากเพื่อที่จะตระหนักว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนและการเลือกตั้งคือระบอบการปกครองที่แย่น้อยที่สุด

เราจ่ายไปแพงมากเพื่อที่จะเรียนรู้ว่า ไม่ต้องการคนดี มีศีลธรรมมาบริหารบ้านเมือง แต่เราต้องการระบบที่ตรวจสอบนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของเรา

เราจ่ายไปแพงมากเพื่อที่จะตระหนักว่าความหมายของ “ชาติ” ไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งการรักชาติอย่างบ้าคลั่งนั้นรังแต่จะนำความสูญเสีย ความอับอายในความไร้วุฒิภาวะของ “ชาติ” ที่เราสังกัดอยู่

และเราจ่ายไปแพงมากในการเป็นประจักษ์พยานว่า “อำนาจ” ที่ไม่ได้มาจากประชาชนนั้น ฆ่าประชาชนได้อย่างโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม

เราจ่ายไปแพงมากเพื่อจะเรียนรู้ว่า อยู่กับรัฐบาลประชาธิปไตยที่ห่วยดีกว่าอยู่กับเผด็จการที่ทรงประสิทธิภาพ

ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนที่อ้างตัวว่ามีคุณธรรม จริยธรรมสูงส่งกว่าผู้อื่น เจ้าของสื่อที่ชอบไปเดินตามหลังพระสงฆ์ชื่อดังของโลก นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ราษฎรอาวุโส ปราชญ์อาวุโส นักวิชาการผู้ทรงภูมิธรรม นักข่าวที่มุ่งมั่นในการทำข่าวสอบสวนเปิดโปงความชั่วของนักการเมือง ฯลฯ คนเหล่านี้พาเหรดออกมาแก้ผ้า เปิดเปลือยสันดานที่แท้ออกมาให้สาธารณชนเห็นเป็นที่ประจักษ์ล่อนจ้อนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ไม่เคยมีครั้งไหนที่สังคมไทยจะเกิดกระแส “รู้ทันคนดี” ที่ซับซ้อนกว่าการ “รู้ทันทักษิณ” หลายร้อยเท่า

การเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้นเป็นการเลือกตั้งที่คนไทยและสังคมไทยต้องจ่ายไปด้วยราคาที่แพงที่สุด และเราจ่ายด้วยชีวิตของคนไทยที่ต้องไปตายเพียงเพราะออกมาเรียกร้องการบูรณะปฏิสังขรณ์ระบอบประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความเสมอภาค

ไม่เพียงแต่ความตาย แต่ยังแลกมาด้วยอิสรภาพและคุณภาพชีวิตที่พึงมีพึงเป็นของประชาชนที่ออกไปต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม

วันที่ 3 กรกฎาคม ประชาชนที่เป็นเสียงข้างมากได้ออกไปแสดงเจตจำนงแล้วว่า

1.ไม่ต้องการพรรคประชาธิปัตย์

2.เลือกพรรคเพื่อไทยด้วยสมมุติฐานว่า พรรคเพื่อไทยยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร

การยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยนั้นคือการยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ไม่จำเป็นต้องไปเกรงต่อข้อครหาว่าทำเพื่อ “คนเสื้อแดง”

การปฏิสังขรณ์ระบอบประชาธิปไตย

การลดอำนาจกองทัพ และการสร้างกองทัพให้เป็นกองทัพของประชาชนมิใช่กองทัพของ “ทหารเพื่อทหาร”

ความจริงจังและจริงใจต่อนโยบายการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น

การสร้างมาตรฐานเดียวในกระบวนการยุติธรรม

การออกแบบนโยบายบนฐานปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

การให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการพูด คิด เขียน

การสร้างสำนึกของพลเมืองที่มีความเคารพในสิทธิของผู้อื่น

การสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการบริหารและระบบราชการให้มีความเป็น “พิธีกรรม” น้อยลง มีความเป็น “มืออาชีพ” มากขึ้น

การให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนที่มิใช่การสัมภาษณ์รายวันแต่คือความสามารถในการส่งผ่าน ข้อมูล ข้อเท็จจริง ผ่านการแถลง ผ่านเว็บไซต์ หรือเปิดให้มีเวทีพิจารณ์ เวทีสาธารณะ การทำงานร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ต่อโครงการขนาดใหญ่ของแต่ละกระทรวง-ทว่า สภาพที่เป็นอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ในเวลานี้ กลับเต็มไปด้วย เนื้อหาเชิงพิธีกรรม ตราสัญลักษณ์ ข่าวประชาสัมพันธ์หัวหน้าหน่วยงาน และการเข้าถึงข้อมูล รายละเอียด งานวิชาการของแต่ละกรม แต่ละกระทรวง กลับเข้าถึงยากเย็น ซับซ้อน หรือไม่มีปรากฏในเว็บไซต์เลย

เลิกเสียทีกับการเอาตรากระทรวงอันเต็มไปด้วยลายกนกและรูปป่าหิมพานต์มาเปิดเป็นหน้าแรกของเว็บ ตึ่งโป๊ะ ไม่อยากเห็น แต่อยากเห็นการจัดการเว็บไซต์ที่มุ่ง “สื่อสาร” กับประชาชนด้วยเนื้อหาของการทำงานจริงๆ

ทั้งหมดนี้คือการทำเพื่อ “ประชาชน” ทุกคน มิใช่การทำเพื่อ “เสื้อแดง”

การสะสางกระบวนการยุติธรรมของไทยที่คุณยิ่งลักษณ์จะต้องรู้ดีที่สุดเพราะเป็นสิ่งที่ครอบครัวของคุณยิ่งลักษณ์เผชิญมาด้วยตนเองกับปัญหาสองมาตรฐาน การเมืองเข้าไปแทรกแซง ความล่าช้า หรือสถานะที่ละเมิด วิพากษ์วิจารณ์มิได้ เหล่านี้หากมีกระบวนการ modernization องคาพยพนี้เสียที ก็จะเป็นคุณูปการใหญ่หลวงแก่สังคมไทยและคนไทยทุกคนไม่ว่าจะสีไหน มีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร

เพราะในกระบวนการยุติธรรม คุณจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพอย่างเท่าเทียมกันทุกประการ

การคืนความยุติธรรม การเยียวยาผู้ที่ได้รับความสูญเสียนั้น รัฐบาลทำได้ทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่อง “เสื้อแดง” แต่เป็นเรื่องของ “มนุษย์”

รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับนักวิชาการ หน่วยงานภาคประชาสังคมในการ “เยียวยา” ย้ำว่านี่ไม่ใช่ทำเพื่อ “เสื้อแดง” แต่เพื่อแสดง “สปิริต” ของรัฐบาลที่มาจากประชาชนว่า รัฐบาลนี้เคารพสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรม และคือหมุดหมายที่บอกว่า ในอนาคต จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ในสังคมไทยอีก นั่นคือการเข่นฆ่าประชาชน

รัฐบาลต้องกล้าหาญในการเข้าไปจัดการกับงบประมาณที่ใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น เรื่องของพิธีกรรมหรือการทำโฆษณาอันฟุ้งเฟ้อ ที่หน่วยงานราชการใช้อย่างไม่จำเป็น การพีอาร์ที่ดีที่สุดของหน่วยงานราชการคือพีอาร์ด้วย “ผลงาน” มิใช่การสร้างภาพซื้อโฆษณาในสื่อ เงินที่ใช้กับการทำป้ายโฆษณาตนเองของนักการเมืองหรือหน่วยงานติดข้างถนนอย่างไร้สาระและไม่เกิดประโยชน์โภชผลใดๆ นอกจากสร้างทัศนะอุจาดต้องได้รับการทบทวน

คุณยิ่งลักษณ์และรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ในวันนี้เมื่อได้ “อำนาจ” ที่ประชาชนมอบให้ไปไว้ในมือแล้วต้องถามตนเองให้หนักและต้องหาคำตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่า “ปรัชญา” ในการบริหารประเทศของคุณคืออะไร?

เพราะตัว “ปรัชญา” นั้นจะบอกทิศทางและให้คำตอบแก่การดำเนินนโยบายทั้งหมดไม่ว่านโยบายใหญ่หรือโครงการเล็กๆ มันจะบอกได้ว่าคุณจะสร้างเขื่อนหรือไม่สร้างเขื่อน มันจะบอกออกมาในตัวเลขงบประมาณของรัฐบาลว่าให้ความสำคัญกับอะไรและไม่ให้อะไร

มันจะบอกในรายชื่อโยกย้าย ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ

มันจะบอกออกมาในนโยบายการเซ็นเซอร์ ในทิศทางการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรม มันจะบอกออกมาแม้ในกระทั่งในตารางนัดหมายของผู้นำว่าไปพบใครหรือไม่พบใคร พบเมื่อไหร่ พบอย่างไร

เราในฐานะประชาชน และในฐานะที่เลือกคุณยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ เราไม่ต้องการเห็นการทำงานและโปรโตคอลในกรอบคิดแบบเก่า นายกรัฐมนตรีพิสูจน์ตนเองด้วยการทำงาน ภาวะผู้นำ ความชัดเจนในปรัชญาการบริหาร มิใช่การไปปลูกต้นลำดวนตามสถานที่ราชการ หรือการสร้างพิธีกรรมการทำงานใน “ภาษา” ของระบบเจ้าขุนมูลนายในอดีต ที่จะต้องแวดล้อมด้วย wall paper, คณะกันชน-ประชาธิปไตยคือการสร้าง “ภาษา” ให้คนสัมผัสได้ถึงความเป็น “ธรรมดาสามัญ” และ “เข้าถึงง่าย” ในระบบบริหาร

นโยบายวัฒนธรรมที่ต้องทันสมัย เป็นสากล การนิยาม “ชาติ” ที่พ้นไปจากความ “คลั่งชาติ” และการมุ่งสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม ความเสมอภาคเท่านั้นที่จะเป็นเกราะป้องกันรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ มิใช่การไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ และบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีแต่การทำงานเพื่อประชาชนจึงจะทำให้ประชาชนยืนอยู่ข้างคุณ

อย่าลืมว่าประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะไม่ต้องการ “ปรัชญา” แบบพรรคประชาธิปัตย์

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1619 หน้า 90

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: