Home > News and politics > ละคร, คำ ผกา

ละคร, คำ ผกา

ละคร

คำ ผกา

แปลกใจว่าทำไมคนจึงแตกตื่นกับการฉายคลิปบ่อนกลางกรุงของ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กันนักหนา แปลกใจพอๆ กับที่เมื่อหลายปีก่อน โทรทัศน์ไอทีวีในสมัยนั้นติดกล้องลับแอบถ่ายตำรวจรับเงินจากคนขับรถที่ทำผิดกฎจราจรหรือกฎหมายอะไรจำไม่ได้ชัด

เหตุที่แปลกใจเพราะไม่เข้าใจว่า คนไทยทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างสามัญที่สุด และเผลอๆ เราก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนที่เคยยกมือไหว้บอกพี่จราจรว่า “ขอโทษจริงๆ ครับ ไม่ทันระวัง ไม่ว่ากันนะพี่นะ” ก่อนจะ “ตอบแทนน้ำใจ” กันในเรตที่เป็นรู้กันดีอีกนั่นแหละว่าเท่าไหร่ โดยปราศจากความโกรธเกลียดหรือแม้กระทั่งเห็นว่านี่คือการคอร์รัปชั่น แต่มองว่าเป็นการ “ช่วยกัน” ต่างตอบแทน พนักงานเหล่านี้เงินเดือนก็น้อย งานก็หนัก นิดๆ หน่อยๆ และไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ส่วนด้านที่ต้องส่งส่วยกันอย่างเป็นระบบก็ยิ่งรู้สึกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการ “บริหารจัดการ” ที่ขาดเสียไม่ได้ไปแล้ว

ส่วนเรื่อง “บ่อน” ก็เหมือนกับ “ซ่อง” เหมือนกับ “คลินิกทำแท้งเถื่อน” เหมือน “หวยเถื่อน” เหมือน “น้ำมันเถื่อน” และเหมือนอะไรที่ “เถื่อนๆ” อีกหลายประเภทเหลือเกินในประเทศนี้ที่พวกเราต่างก็รับรู้ว่ามันมีอยู่

หรือคุณคิดว่า น้องๆ ที่พัฒน์พงศ์ ที่นานา เค้าแค่ออกมาเต้นๆ และนั่งดริ๊งก์เป็นเพื่อนแขกเท่านั้นจริงๆ

แล้วทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์ประเภทแอบถ่ายมาแฉ (ซึ่งไม่เหมือนกับการเขียนแฉ หรือเล่าให้ฟัง) คนจำนวนมาก (รวมทั้งคนที่เคยทำ เคยใช้บริการ เคยเห็นสิ่งหรือพฤติกรรมเหล่านั้นด้วยตาของตนเอง) ก็ยังรู้สึกว่า เราต้องตื่นเต้น เราต้องประโคมข่าว เราต้องกดดันให้รัฐ ให้ตำรวจจัดการกับเรื่องนี้ไห้เด็ดขาดเสียที

เป็นดังนี้ ทำให้ฉันคิดว่าหรือสังคมไทยจะเป็นสังคมแห่งการ “แสดง” (perform) ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของการ “แสดง” และการ “จัดฉาก” และการแสดงหรือ performance อันนี้สำคัญกว่าข้อเท็จจริงทุกประการ และเราอาจจะขาดใจตายเสียก็ได้หากชีวิตนี้ปราศจากซึ่ง “งานแสดง”

โรงละครโรงใหญ่ที่ชื่อว่า “ประเทศไทย” นี้เล่นละครเรื่อง “ประเทศไทยที่น่าอยู่งดงามไม่เหมือนใครในโลก”

ละครเรื่องนี้เล่นตามบทที่เขียนเอาไว้ว่า

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอารยธรรม วัฒนธรรมเก่าแก่ดีงาม เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ในอดีตเหนือกว่าอาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาค อาณาจักรอื่นๆ นั้นหากไม่สวามิภักดิ์ต่อเราด้วยเกรงกลัวในความเก่งกล้าสามารถก็มักใช้เล่ห์กล การหักหลัง การไม่สำนึกในบุญคุณอย่างน่าขยะแขยงมาทำให้เราพ่ายแพ้ในการศึก”

“อาณาจักรไทยของเรา แม้จะเคยเพลี่ยงพล้ำในการสงครามแต่ก็กอบกู้เอกราชมาได้เสมอด้วยความสามัคคีของคนในชาติ การเสียสละชีวิตของคนที่รักชาติยิ่งกว่าชีวิตของตน ด้วยปรีชาสามารถของผู้ปกครองที่มีทั้งคุณธรรมและความกล้าหาญ อัจฉริยะ จนนำพาประเทศชาติให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ไม่ยอมสูญเสียที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วให้แก่ใคร ยินดีปกป้องเชิดชูศักดิ์ศรีของประเทศชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด”

“ใครก็ตามที่เห็นว่าอาณาจักรไทยมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ล้าหลัง เช่น การมีภรรยาหลายคน การดูถูกสตรีเพศ คนเหล่านั้นเข้าใจผิด เพราะนั่นเป็นวัฒนธรรมจีนและอินเดียที่ผสมปนเปอยู่ในวัฒนธรรมไทย แต่วัฒนธรรมไทยแท้บริสุทธิ์นั้นเป็นวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวและให้เกียรติผู้หญิงในฐานะที่เป็นแม่อย่างสูงส่ง หรือหากมีใครมาว่าคนไทยกินเนื้อหมา เราจะรีบเถียงว่า ไฮ้ อย่ามามั่ว พวกคนกินเนื้อหมาในเมืองไทยไม่ใช่คนไทย นู่น เป็นแกว เป็นลาว “

ละครเรื่องนี้ใช้ตรรกะเช่นนี้ตลอดเรื่องนั่นคือ อะไรที่ดีๆ เราจะบอกว่าเป็นไทย อะไรที่ไม่ดีเราจะรีบโยนให้คนอื่น

ลูกเมียเช่า ถ้าโตขึ้นเป็นเด็กจรจัด ข้างถนนเป็นอาชญากรเราจะเรียกลูกเมียเช่า ถ้าบังเอิญได้เป็นคนดังระดับโลกเราจะรีบเรียกเข้ามารับปริญญากิตติมศักดิ์พร้อมมอบสัญชาติไทย และมีพิธีมอบกุญแจเมืองกันได้อย่างเอิกเกริก เด็กไทยที่ไประหกระเหินอยู่เมืองนอก หากตกต่ำ เป็นปัญหาของสังคม เราจะบอกว่า “อ๋อ มันได้อิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก” แต่ถ้าเขาได้ดิบได้ดีมีชื่อเสียง กลายเป็นดีไซเนอร์ระดับโลก เราจะบอกว่า “นี่ไงคนไทยมีความสามารถ มีพรสวรรค์ มีเอกลักษณ์ไทย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกก็สร้างความภูมิใจให้แก่ประเทศชาติ”

ในละครเรื่องนี้ประเทศไทยต้องมีโขน มีปี่พาทย์ ระนาดเอก มีผ้าไหม มีสาวไทยนั่งบนตั่งแกะสลักผลไม้ มีรำไทย มีตลาดน้ำ มีชาวนาผู้เบิกบานและควายที่อ้วนท้วน สมบูรณ์ แข็งแรง

ในละครเรื่องนี้ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความเมตตาและไมตรีจิต ท่ามกลางความมลังเมลืองของศิลปะ จิตรกรรมในวัด เจดีย์สีทอง และผู้คนที่แต่งตัวแบบไทยๆ นั่นคือผ้าฝ้าย ผ้าถุง เดินเข้าวัด ไหว้พระ ทำบุญกับพระสงฆ์ที่ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว สำรวม ไม่เป็นกะเทย ไม่เล่นหวย ไม่เล่นยา และมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม หากไม่ใช่ฉากนี้อาจตัดสลับไปที่ฉากความเป็นพุทธสายปฏิบัติอยู่อย่างสมถะในป่าลึก

โอ้ เมืองไทยเมืองพุทธ ไม่มีที่ไหนจะดีไปกว่าการได้อยู่ในเมืองแห่งพุทธศาสนาอันลึกซึ้งเช่นนี้แล้ว

ในละครเรื่องนี้จะให้ตัวละครออกมาบอกว่า ไม่ว่าจะมีความทันสมัยในสังคมแค่ไหน เราจำต้องรักษาวิญญาณแห่งความเป็นพุทธ และรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณมาให้เหล่าสถาปนิกเชิงพุทธมาสร้างสถาปัตยกรรมหรือสวนแห่งจิตวิญญาณกันให้มาก มิเช่นนั้นมันจะถึงกาลเสื่อมแห่งวิถีทางจิตวิญญาณแบบไทย

ส่วนจะมีคนจน หรือปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในประเทศที่ต้องการใช้งบประมาณอีกมากนั้นช่างหัวมัน จะมีอะไรมาสำคัญไปกว่าจิตและปัญญาแบบไทยเล่า และจะให้ดีเราต้องช่วยกันสร้างห้องนิพพานจำลองกันให้มากๆ เพื่อคนจะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์แห่งการเข้าถึงนิพพานแล้วจะได้ไม่ต้องกินแวเลี่ยม เอ๊ย จะได้ไม่ต้องไปหมกมุ่นกับปัญหาแบบโลกย์ๆ ให้มากนัก

ในละครเรื่องนี้ ภาพของครอบครัวไทยจะเป็นภาพของความรักความกตัญญูของลูกหลานที่มีต่อพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มีภาพยายกับหลาน ปู่กับหลาน ภาพคนแก่ที่มีความสุขท่ามกลางลูกหลานยอดกตัญญู เป็นคนแก่อารมณ์ดี เราจะไม่มีวันเห็นภาพคุณปู่คุณตาคุณย่าคุณยายเจ้าอารมณ์หรือหงุดหงิดเลย หาไม่จะเป็นภาพคนแก่โศกเศร้าที่ลูกหลานทิ้งไป เป็นการกระตุ้นให้เรารีบมารักษาวัฒนธรรมไทยด้วยความรักความอบอุ่นในครอบครัวอย่างไร้เงื่อนไข

ผู้หญิงไทยในละครเรื่องประเทศไทยยังเป็นแม่พลอยหรือหญิงกล้าหาญแบบแม่มณีในทวิภพ พ้นจากนี้แล้วไม่ใช่ผู้หญิงไทย เร็วๆ นี้ฉันถูกนักปราชญ์ราชบัณฑิตท่านหนึ่งอบรมด้วยความปรารถนาดีว่า “การนั่งไขว้ขามิใช่สิ่งที่คนไทยทำ” สาธุ

ดังนั้น จึงสันนิษฐานต่อไปว่าในละครเรื่องนี้ผู้หญิงไทยคงไม่ “บ๊วบ” ไม่ “คราง” ไม่เป็นเกย์ ไม่ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก และอีกหลายต่อหลายไม่ที่เดียว

ละคร “ประเทศไทย” แสดงต่อเนื่องไปอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า ไม่เคยปรับพล็อต ไม่เคยปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย มีแต่จะเสริมความดราม่าให้เข้มข้น ไร้เหตุผล ห่างไกลจากข้อเท็จจริงมากขึ้น ทว่า ละครเรื่องนี้สมจริงเสียจนมีคนไทยจำนวนมากเชื่อว่าหากปราศจาก “ละคร” เรื่องนี้แล้วตนเองจะไร้ที่พึ่งทางจิต เคว้งคว้าง สับสน อ้างว้าง และอาจสิ้นชีวิตได้

การเสพติด “ละคร” นี้ทำให้คนไทยจำนวนมากหลับตาเสียหนึ่งข้างกับ “ความเป็นจริง” คนไทยจำนวนมาก ร้องไห้กับหมาจรจัด เสียใจกับหมาที่ถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

แต่ไม่รู้ไม่ชี้กับชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่อดอยาก ยากจน ถูกกดขี่ให้ตกต่ำซ้ำซากอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉล หลอกลวง

คนไทยจำนวนมากจึงไม่ยอมรับความจริงที่ว่าประเทศนี้มีทุกอย่างเท่าที่เมืองของมนุษย์พึงจะมีนั่นคือ บ่อน ซ่อง หวย ทำแท้ง incest พระตุ๊ด เณรกะเทย แม่ชีทอม มีการร่วมเพศระหว่าง คน สัตว์ สิ่งของ มีเซ็กซ์ทอย มีการรับสินบน มีหมอชั่ว มีครูปลิ้นปล้อน มีพระสร้างภาพจนกลายเป็นดารา มีนักเขียนลวงโลก มีหญิงสำส่อน (เช่น คำ ผกา เป็นต้น) มีคนโดนขังฟรี มีคนจ้างเด็กไปติดคุกแทนตัวเอง

มีและมีอะไรอีกหลายร้อยพันประการเป็นความอัปลักษณ์อันต่างจากภาพฝันที่ “ละคร” มอบให้แก่เรา

ความอัปลักษณ์ใดๆ ก็ตามจะไม่ได้รับการเยียวยาเลย หากเราไม่เริ่มต้นที่การยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น เช่น ภาษาไทยก็ไม่ได้เก่าแก่อะไรนักหนา ประเทศเราก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ คนไทยก็เหมือนปุถุชนพลเมืองโลกทั่วๆไป ไม่ได้เก่งหรือโง่เป็นพิเศษ ปัญหา บ่อน ซ่อง และอีกหลายๆ ปัญหาเรื่องความดี หรือ ศีลธรรม หรือความซื่อสัตย์เคร่งครัดของตำรวจ แต่เป็นปัญหาเรื่องการ “บริหารจัดการ” ล้วนๆ

เอาอย่างหยาบที่สุด เพียงยอมรับว่าการพนันมีอยู่จริง คนชอบเล่นการพนันมีอยู่จริง แทนการห้ามการปิด เราน่าจะมีวิธีการบริหารจัดการบ่อนและซ่อง ให้ยังผลประโยชน์แก่คนทุกฝ่าย และปลอดภัยสำหรับคนทุกฝ่าย เช่น ปลอดภัยพอที่จะไม่เป็นการส่งเสริมให้พลเมืองของประเทศติดการพนันจนไม่ทำมาหากิน ซึ่งไม่น่าจัดการยาก แค่ดูตัวอย่างการจัดการของประเทศอื่นๆ ที่มีบ่อนถูกกฎหมาย

ภาษีจากบ่อน อาจจะได้นำไปเพิ่มเงินเดือนแก่ตำรวจให้มีเงินเดือน รายได้มากพอจะมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์มีศรี มีรายได้มากพอจะพยุงเกียรติยศของตน เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วคงไม่มีตำรวจคนไหนอยากรับเงินเจ้าพ่อหรือลดตัวไปรับเงินร้อยสองร้อยข้างถนนจากผู้ทำผิดกฎจราจร

การตื่นเต้นตกใจกับคลิปบ่อนเถื่อนของสังคมไทยก็ยังเป็นแค่อาการ “ตกใจ” เพื่อจะไปเรียกร้อง “ศีลธรรม” เรียกร้องการย้ายตำรวจที่รับผิดชอบ ซึ่งเราทุกคนก็รู้กันอยู่เต็มอกว่า มันไม่ได้ช่วยอะไร ต่อให้ย้ายเอาตำรวจที่ดีที่สุดในโลกมาคุมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาระดับตัวบุคคล ไม่ใช่ปัญหาของระดับศีลธรรม แต่เป็นปัญหาของสังคมที่ถูกกล่อมให้หลับใหลด้วยแวเลี่ยมทางอุดมการณ์จนหมดซึ่งศักยภาพในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลอีกทั้งหมดความสามารถที่จะมองเห็นโลกตามความเป็นจริง

สังคมเช่นนี้เชื่อว่าปัญหาใดๆ ก็ตามจะถูกทำให้หายไปด้วยการมี “คนดี” มาดูแล แทนที่จะมุ่งสร้างระบบคะคานอำนาจ ตรวจสอบ ถ่วงดุล ในการบริหารงานราชการและการเมือง

สังคมเช่นนี้จึงมองเห็นปัญหาบ่อนซ่อง เป็นปัญหาทางศีลธรรมแทนที่จะมองเห็นว่าเป็นปัญหาในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ

สังคมเช่นนี้จึงคับแคบตื้นเขินพอที่จะจับคู่ เหล้า บุหรี่ บ่อน ซ่องไปเท่ากับความเลว และความเสื่อมศีลธรรมเท่านั้นไม่มีทางเป็นอื่น แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงการเอารัดเอาเปรียบ ความหลอกลวง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่อาจมาพร้อมกับชุดความดีตื้นเขิน สำเร็จรูป

สังคมเช่นนี้จึงเป็นบ่อเกิดของนักบุญจอมปลอมที่เสพกินความโง่เขลา ตื้นเขินของมวลชนเป็นอาหาร

คนที่นำเอาคลิปออกมาแฉคือ คุณชูวิทย์นั้นคือคนที่รู้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ดีกว่าใครในฐานะเป็นผู้อยู่ในแวดวงและมีประสบการณ์เชิงประจักษ์

คุณชูวิทย์ย่อมรู้ว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการเรียกร้องให้ย้ายตำรวจ หรือการ alert ให้ประชาชนแตกตื่นว่า เฮ้ย แม่ง มีบ่อน และประชาชนก็แตกตื่นเพราะชินที่ต้องเล่นตามบท จนลืมถามตัวเองว่า “เฮ้ย กูก็รู้อยู่แล้วนี่นา” เช่นกับที่เราเห็นภาพ “ละคร” อีกหลายต่อภาพโดยไม่เคยเอะใจว่า “เฮ้ย นี่มันไม่จริงนี่หว่า”

ทว่า การ alert นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเล่นละครไปตามบท เหมือนที่ไอทีวีไปแอบถ่ายตำรวจรับส่วย เพราะคนที่เล่นบทนี้จะได้รับเสียงปรบมือ ชื่นชมจากคนดูในฐานะผู้พิทักษ์ความถูกต้อง ตงฉิน ขณะเดียวกัน การสาปแช่ง ด่าทอความชั่วร้ายก็ช่วยเพิ่มระดับทางศีลธรรมในจินตนาการของคนดูให้มีกำลังใจเพิกเฉยต่อความโหดร้ายตามที่เกิดขึ้นจริงในสังคม

ในละครเรื่องนี้คุณชูวิทย์ก็แค่เล่นบท หนุมาน “ซุกซนแต่ทรงคุณธรรม” เป็นแค่ทางเลือกของคนดูที่อกหักจากพระราม

และแล้วสังคมไทยคนไทยก็มีชีวิตรอดกันไปอีกวันด้วยหนทางการแก้ปัญหาแบบละคร และทิ้ง “ความจริง” ให้ดำเนินต่อไปอย่างไม่ไยดี

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1620 หน้า 90

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: