Home > News and politics > อิสระของทหารเหนือการเมือง, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อิสระของทหารเหนือการเมือง, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อิสระของทหารเหนือการเมือง

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มีการแก้ไขกฎหมายจัดระเบียบราชการกลาโหมในยุคของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็คือ ต้องการป้องกันนักการเมืองที่มาดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารใช้อำนาจให้คุณให้โทษอย่างไม่เป็นธรรม

ด้วยการชี้ให้เห็นว่าหากปล่อยให้นักการเมืองสามารถแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกองทัพได้ก็จะเป็นผลให้บรรดานายทหารทั้งหลายต่างพากันวิ่งเข้าหานักการเมือง และในที่สุด ก็ทำให้ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายถูกควบคุมโดยนักการเมือง

ปรากฏการณ์ในลักษณะดังกล่าวนี้ได้เคยปรากฏมาก่อนหน้าแล้ว เมื่อมีนักการเมืองเข้าไปเป็นผู้ใช้อำนาจในการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ การใช้เหตุผลดังกล่าวนี้ จึงทำให้สังคมมองเห็นภาพความเป็นจริงได้ไม่ยาก

อันที่จริงถ้าการแทรกแซงของนักการเมืองในการแต่งตั้งเป็นเรื่องที่นำมาซึ่งผลด้านลบ กระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานต่างๆ ในระบบราชการของไทยก็ควรยึดถือหลักการเดียวกับการแต่งตั้งนายทหารระดับสูงเหมือนกัน จะแต่งตั้งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากบิ๊กๆ ในแต่ละกระทรวงก่อน

แต่คำถามที่อาจจะไม่ได้ขบคิดกันไปพร้อมกัน ก็คือ หากไม่ใช่เป็นการแต่งตั้งโดยนักการเมืองแล้วกระบวนการแต่งตั้งบุคลากรในกองทัพจะเป็นไปโดยไม่มีการใช้เส้นสายเลยกระนั้นหรือ

ถ้าการวิ่งเข้าหานักการเมืองของบรรดานายทหารเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้อันเนื่องมาจากความปรารถนาในตำแหน่งใหญ่โตของแต่ละบุคคล หากอำนาจเปลี่ยนมือจากนักการเมืองมาสู่บรรดาบิ๊กๆ ในกองทัพแทน (ดังที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายจัดระเบียบราชการกลาโหม) จะรู้กันได้อย่างไรว่าจะไม่มีการวิ่งเต้นเกิดขึ้น

ในเมื่อต่างก็เป็นบุคคลธรรมดาเหมือนกัน ก็ย่อมมีการคิดถึงผลประโยชน์ เครือข่าย ความมั่นคง การสนับสนุน หรืออื่นๆ ด้วยเช่นกัน

เพียงแต่รูปแบบของการวิ่งเต้นหรือการเข้าหาอาจเปลี่ยนแปลงไป จากที่ต้องสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับนักการเมืองก็ต้องแปรเปลี่ยนมาเป็นการเสนอหน้าให้นายเห็น การใช้เส้นสายของรุ่นหรือหน่วยงานที่สังกัดร่วมเป็นร่วมตายกันมา ก็เป็นข้อวิจารณ์ให้เห็นมาอย่างกว้างขวางเช่นกันแล้วมิใช่หรือเมื่อการโยกย้ายอยู่ในมือของพวกบิ๊กๆ ตัวเก็งของการแต่งตั้งในแต่ละครั้งมีเหตุผลอื่นมากกว่าความสามารถแต่เพียงอย่างมิใช่หรือ

จะเรียกว่าอะไรก็ตาม แต่ทั้งหมดก็คือกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่ได้วางอยู่บนหลักคุณธรรมเหมือนกัน

ที่กล่าวเช่นนี้อาจทำให้ดูราวกับว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างการแต่งตั้งโยกย้ายโดยนักการเมืองหรือบรรดาบิ๊ก แต่ในหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือ ความมีอำนาจสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งเหนือระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นราชการทหารหรือพลเรือนก็ตาม

ความสามารถในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องมีอำนาจในการคัดเลือกบุคคลที่ฝ่ายการเมืองเห็นว่ามีความเหมาะสมในการปฏิบัติงาน เพื่อทำให้นโยบายของนักการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนสามารถเดินหน้าไปได้ ในทางกลับกัน หากไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ได้โม้ไว้ก็ย่อมมีความรับผิดในทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารหรือข้าราชการระดับสูงของนักการเมือง จึงมีกลไกความรับผิดต่อประชาชนดำรงอยู่

แต่หากเป็นอำนาจของบิ๊กๆ แล้ว ความรับผิดอันเนื่องมาจากการแต่งตั้งนายทหารที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่จะไปอยู่ที่ไหน ถ้าแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารที่ไม่ได้เรื่อง คนซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทิ้งทวนก็อาจเกษียณอายุไปเลี้ยงหลานอยู่บ้านเรียบร้อย ไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดัน หรือการตรวจสอบอันใด

ความรับผิด (accountability) เป็นหลักการสำคัญของสังคมประชาธิปไตย เพราะจะทำให้การกระทำต่างๆ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ และตรวจสอบ มิใช่เป็นเทวดาที่สามารถทำเรื่องต่างๆ ได้โดยไม่ต้องรับผิดต่อใครแม้แต่น้อย

ขอย้ำไว้นะครับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองจะมีสันดานที่ดีกว่านายทหารและในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน การวัดความดีความชั่วของบุคคลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ทางที่ดี ก็คือ การสร้างระบบขึ้นมาตรวจสอบและสร้างความรับผิดจากการกระทำให้บังเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของนักการเมือง

การสร้างกระบวนการการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าขัดต่อความชอบด้วยกฎหมาย เช่น การโยกย้ายไปสู่ตำแหน่งที่ตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมโดยบุคคลนั้นปราศจากความผิดใด การแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติที่ถูกต้องมาดำรงตำแหน่ง เป็นต้น เป็นตัวอย่างของการสร้างกระบวนการที่ไม่ได้ฝากความหวังไว้เพียงเรื่องความดีชั่วส่วนตัว รวมทั้งองค์กรที่ทำหน้าวินิจฉัยที่มีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง

ถ้าหากเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายภายในกรอบของอำนาจ แต่เป็นดุลยพินิจที่นักการเมืองได้ใช้ไปตามความเห็นของตน เช่น ระหว่างการเลือกนาย ก. กับ นาย ข. ที่มีคุณสมบัติไม่แตกต่างกันมากแต่อย่างใด ก็ย่อมถือเป็นการตัดสินใจในทางการเมือง หากบุคคลที่ถูกแต่งตั้งไปทำหน้าที่ได้ไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลหรือรัฐมนตรีก็ต้องมีความรับผิดกับการตัดสินใจดังกล่าวในทางการเมือง

กระบวนการดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ปกติอย่างมากในสังคมประชาธิปไตย หากจะเป็นสิ่งที่ผิดปกติก็คงในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ หรือมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในระดับต่ำเท่านั้น

กรุงเทพธุรกิจ, 27 ตุลาคม 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: