Home > News and politics > กรณีศึกษาน้ำท่วมกับอาการทางฮีสทีเรีย, คำ ผกา

กรณีศึกษาน้ำท่วมกับอาการทางฮีสทีเรีย, คำ ผกา

กรณีศึกษาน้ำท่วมกับอาการทางฮีสทีเรีย

คำ ผกา

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตค่ะ พูดแล้วจะร้องไห้ น้ำท่วม ไม่กลัว กลัวอย่างเดียว ผู้นำโง่ เพราะพวกเราจะตายกันหมด”

ข้อความข้างบนนี้มาจากเฟซบุ๊กของหญิงสาวที่สถาปนาตนเป็นผู้สร้างอัจฉริยะหรือบอกว่าอัจฉริยะสร้างได้อะไรทำนองนั้น

แต่ที่น่าขันสำหรับฉันคือ ตรรกะของคนสร้างอัจฉริยะ

ประการแรก ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต – อื้อหือ ฟังแล้วหูผึ่ง ถึงขั้นสักครั้งในชีวิต แถมพูดแล้วจะร้องไห้อีก ไม่รู้ว่าผัวใครตาย แม่ยายใครป่วย

อ่านต่อไป “น้ำท่วม ไม่กลัว” – เออ กูก็ไม่กลัว เห็นคนอยุธยา นครสวรรค์ สิงห์บุรี จมน้ำไปนานนับเดือน สิ้นเนื้อประดาตัว กูก็ไม่มีสิทธิ์กลัวแล้วโว้ย

อ่านต่อไป “กลัวอย่างเดียว ผู้นำโง่ เพราะพวกเราจะตายกันหมด”

ป๊าดโธ่ – ถ้าอัจฉริยะคิดได้แค่นี้ ก็ให้ประเทศไทยจมน้ำตายกันไปทั้งประเทศก็สาสมดี

ในบ้านเมืองที่มีความศิวิไลซ์ ปกครอง บริหารราชการกันด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครเป็นเจ้าชีวิตใคร ไม่มีใครอุตริจุติลงมาเป็นผู้นำของใครเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมีอาญาสิทธิ์

นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ต่างๆ นานานั้น ล้วนแต่เป็นประชาชนเหมือนๆ กันกับเรา เพียงแต่ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้แทนประชาชน

จากนั้นก็ได้รับการคัดสรรให้มาเป็นทีมบริหารประเทศ คนเหล่านั้นเราเรียกว่า “ฝ่ายบริหาร” นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ย้ำให้อัจฉริยะฟังว่า – ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้นำ” ไม่ใช่ยุคที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะศึกสงครามอย่างในสมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงครามประกาศว่า “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”

คุณหนูอัจฉริยะคะ หากเรามีผู้นำที่ปราดเปรื่อง และนำพาประเทศชาติให้พ้นทุกข์เข็ญได้จริง ขอเชิญคุณหนูไปดูงานที่เกาหลีเหนือนะ ที่ประเทศนั้นมีจริงๆ มี “ผู้นำ”อะไรจริง เมื่อเรามีผู้นำแบบเกาหลีเหนือเท่านั้นแหละ ที่ชะตากรรมของประเทศชาติจะขึ้นอยู่กับความโง่หรือความฉลาดของผู้นำ

แล้วหากคุณหนูอัจฉริยะจะบริภาษใครว่าโง่ ในฐานะที่เป็น “ครู” ซึ่งพ่อแม่จำนวนมากฝากให้คุณหนูอัจฉริยะเอาลูกไปฝึกฝนให้ปราดเปรื่อง คุณหนูอัจฯ ควรจะสามารถแจกแจง ใช้หลักวิชาความรู้ที่อวดอ้างร่ำเรียนมาอย่างหรูหราหมาจูนั้น จำแนกออกมาให้เห็นหน่อยว่า ได้วัดความโง่และความฉลาดของ “ผู้นำ” ที่คุณหมายถึงนั้น ด้วยเครื่องมืออะไร?

มีหลักฐานทางคำพูด การกระทำ และอะไรอื่นที่สนับสนุนการตัดสินใครว่าโง่หรือฉลาดเสียจนจะทำให้คนตายทั้งประเทศ เพราะหากเที่ยวพูดพล่อยๆ เช่นนี้ จะเสียความเป็นครูบาอาจารย์และเสียสถานะที่อุตส่าห์ปั้นแต่งมาให้คนนับถือยกย่องในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษา

เพราะการพูดโดยพล่อยนั้นสำแดงถึงความไร้การศึกษาอย่างเข้มข้น

นํ้าท่วมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีนี้ ทุกประเทศเสียหายอย่างหนักหน่วง กัมพูชามีคนตายไปแล้วประมาณ 250 คน ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ได้รับความเสียหายไม่น้อย

เราจะบอกว่าประเทศเหล่านี้มีผู้นำที่โง่หรือ ?

เหตุการณ์สึนามิ และโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่ญี่ปุ่น สูญเสียมหาศาล คุณหนูอัจฉริยะจะบอกว่าระบบป้องกัน เตือนภัยผิดพลาด

เพราะผู้นำของญี่ปุ่นโง่อย่างนั้นหรือ ?

รัฐบาลนี้ดำเนินการผิดพลาดในหลายเรื่องและต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์

แต่การวิจารณ์นั้นต้องวิจารณ์ให้ถูกจุด จะวิจารณ์เรื่องการเฝ้ารักษา กทม. จนเกินกว่าเหตุ จะวิจารณ์เรื่องความล่าช้า จะวิจารณ์เรื่องบริหารจัดการบกพร่อง ฯลฯ ทั้งหมดล้วนแต่ทำได้ทั้งสิ้น

เช่น นักเศรษฐศาสตร์ออกมาพูดเรื่องภาษีน้ำท่วม บางท่านออกมาพูดเรื่องระบบการประกันน้ำท่วมที่น่าจะดีกว่าภาษี บางท่านออกมาวิจารณ์บทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรม

นักรัฐศาสตร์อาจจะออกมาวิจารณ์เรื่องความไม่ราบรื่นของการทำงานของฝ่ายภูมิภาคกับฝ่ายท้องถิ่น

หรือเราในฐานะประชาชนที่รอฟังข่าวจากรัฐบาลอาจจะไม่พอใจการทำงานของทีมโฆษก ศปภ. ที่ไม่ได้ทำหน้าที่โฆษกในเชิงคุณภาพ อันหมายถึงการส่งผ่านข้อมูลที่จำเป็นต่อการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างสั้น แม่นยำ ชัดเจน เพราะในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือข้อมูล ข้อมูล และข้อมูล เพราะยิ่งมีข้อมูลที่แม่นยำเท่าไหร่ เราจะวางแผนล่วงหน้าได้ดีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยตนเองหรือช่วยผู้อื่น

เหล่านี้ จึงเรียกว่าวิพากษ์วิจารณ์ และคงจะดีกว่านี้หากบรรดาผู้มีการศึกษาและอ้างว่าอัจฉริยะสร้างได้ทั้งหลายจะได้ตระหนักว่าปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทยนั้นสะท้อนความล้มเหลวในการจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติของสังคมไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ย้ำว่าหลายทศวรรษ

รัฐบาลของยิ่งลักษณ์เป็นแค่ปลายน้ำของปัญหาที่สั่งสมมานานหลายรัฐบาลต่อเนื่องกัน

หายนะที่เกิดจากน้ำท่วมครั้งนี้ คือบทเรียนที่สังคมไทยจะได้เรียนรู้ว่าการพัฒนาประเทศอย่างชุ่ยๆ นั้นเข้าข่าย เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

สังคมไทยควรจะได้สำนึกผิดร่วมกันว่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้สนใจว่านิคมอุตสาหรรมจะไปผุดขึ้นที่ไหน

ที่ผ่านมา เราไม่เคยสนใจว่าบริษัทใหญ่จะไปทำพื้นที่เพาะปลูกขนาดมหึมาในป่าผืนไหน

ที่ผ่านมา เราไม่สนใจว่าโครงการสร้างถนน บ้านจัดสรรได้ปิดทางระบายน้ำอย่างไร ที่ผ่านมาเราไม่แคร์เลยว่าคลองจะถูกถมไปกี่สาย

และจนบัดนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่า คนกรุงเทพฯ กล้าเผชิญหน้ากับความจริงได้ไหมว่า ชัยภูมิที่ตั้งของกรุงเทพฯ คือเมืองที่ถูกออกแบบมาให้อยู่บนบกหกเดือนและอยู่ในน้ำหกเดือน

วิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ต้องเดินทางด้วยเรือหกเดือน อยู่บ้านน้ำแห้งหกเดือนและอีกหกเดือนแปรสภาพเป็นเรือนแพ บ้านของคนไทยภาคกลางมีสภาพเป็นกึ่งบ้านกึ่งแพกึ่งเรือพร้อมจะลอยเท้งเต้งในน้ำได้ตลอดเวลา

เขียนมาแบบนี้ไม่ได้จะบอกว่าให้คนกรุงเทพฯ กลับไปพายเรือหรืออยู่เรือแพปลูกผักบุ้งผักกระเฉดขาย

แต่น้ำท่วมครานี้ไม่ใช่เรื่องของการที่ธรรมชาติมาเตือนให้คนไทยเลิกทะเลาะกัน หันมารักกัน ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติกำลังเอาคืน เพราะธรรมชาติคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือ ปฏิกิริยาทางเคมี ชีววิทยา ไม่ใช่ภูตผี ที่มาหลอกมาหลอน มาเตือน มาสอน มาเอาคืน มาน้อยเนื้อต่ำใจ

น้ำท่วมครานี้คือการให้บทเรียนแก่สังคมไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่องดินฟ้าอากาศ รู้ว่าโลกร้อน ไม่ใช่จะไปหิ้วถุงผ้าหยุดโลกร้อนกันอย่างเดียว แต่เราต้องพัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม การออกแบบเมือง การออกแบบบ้าน การออกแบบเมืองที่มีความพร้อมรับมือกับการอพยพคนอย่างฉุกเฉินหากเกิดทุพภิกขภัย

เขตภาคกลางของไทยทั้งหมดรวมทั้งกรุงเทพฯ ต้องการการออกแบบเมืองใหม่ในฐานะที่เป็นด่านสุดท้ายของการรับน้ำจากทั้งประเทศก่อนไหลลงสู่ทะเล ซึ่งมีทางเลือกสองทางว่าจะออกแบบเมืองใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคู คลอง หรือจะให้เป็นเมืองที่มีเขื่อนล้อมรอบ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามา เป็นต้น

การรับมือกับธรรมชาติที่เราต้องยอมรับว่าเพราะธรรมชาติไม่ได้มีหัวจิตหัวใจเหมือนอย่างมนุษย์ ธรรมชาติจึงโหดร้าย สามารถหยิบยื่นหายนะและความตายให้กับสรรพสิ่งทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตไม่เคยละเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม

ธรรมชาติไม่มียั้งคิดว่าคนนั้นน่าสงสารกว่าคนนี้ คนนี้น่าสงสารกว่าคนนั้น นี่คือเด็กทารก นี่คือผู้หญิงท้องแก่ ธรรมชาติ ไม่มีหัวใจ ไม่มีสมอง

เพราะฉะนั้น การเอาตัวรอดของมนุษย์จากภัยธรรมชาติมีทางเดียว คือปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

เมื่อรู้ว่าฝนมากขึ้น พายุมากขึ้น ดินทรุดลง เราจะดันทุรังอยู่อย่างที่เคยอยู่ แล้วพอเกิดเภทภัยก็ต้องมาแก้ปัญหาเฉพาะกันไปเป็นปีๆ

พอน้ำแห้งก็กลับมาอยู่กันเหมือนเดิม สร้างบ้านแบบเดิม ถมคลองแบบเดิม ถมหนองสร้างนิคมอุตสาหกรรมกันเหมือนเดิม สร้างสิ่งก่อสร้างโดยไม่ศึกษาเรื่องดินถล่มหรือหาเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ป้องกันดินถล่มกันอย่างเดิม กลับไปเอาผืนป่าสร้างเขื่อนกันเช่นเดิม ปล่อยให้กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยาทำงานเช้าชามเย็นชาม ทำนายผิด คาดการณ์ผิดซ้ำซาก หายนะซ้ำซากกันอย่างเดิม

น้ำท่วมและหายนะคราวนี้ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลนี้ ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลที่แล้ว แต่เป็นความผิดพลาดของสังคมไทยทั้งสังคมที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับการ “เอาชนะ” ธรรมชาติอย่างฉลาดเฉลียว

การเอาชนะธรรมชาติ ไม่อาจเอาชนะด้วยการร้องเพลงกล่อมให้คนไทยมีความรัก มีความสามัคคี มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ร่วมผนึกน้ำใจฝ่าฟันผองภัยไปด้วยกัน-โลกไม่ได้โรแมนติกขนาดนั้น

ความรักไม่ได้ช่วยให้น้ำแห้ง มีแต่ความรู้เรื่องการจัดการน้ำ ความรู้เรื่องวิศวกรรมโยธา ความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะทำให้เรามีรัฐบาลที่พัฒนาเมืองอย่างมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล ไม่ชุ่ย มักง่าย และเฝ้าแต่แก้ไขปัญหาแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดกันไปวันๆ

ปัญหาน้ำท่วม และอีกหลายภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากสังคมไทยจะต้องเผชิญกับหายนะ หรือที่คุณหนูอัจฉริยะใช้คำว่า “ตายกันหมด” นั้นไม่ใช่เพราะเรามีผู้นำโง่ แต่เพราะในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเรามีชนชั้นนำที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจให้เป็นของปวงชนชาวไทย เราจึงไม่มีการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและออกแบบชะตาชีวิตของตนเอง ทิศทางการพัฒนาประเทศจึงไม่ถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่แต่เพื่อความมั่งคั่งของชนชั้นนำหนึ่งหยิบมือที่มั่งคั่งบนการพร่าผลาญทรัพยากรที่ปล้นไปจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผืนป่าหรือสายน้ำ

การพัฒนาประเทศไทยจึงไม่เคยอยู่บนฐานของการออกแบบเมืองเพื่อความสุขของประชาชนในระยะยาว เพราะไม่เคยมีประชาชนในฐานะที่เป็น “ประชาชน” ในความหมายของรัฐสมัยใหม่ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศเห็นประชาชนเป็นเพียงราษฎรที่รอรับการ “ยกระดับคุณภาพชีวิต” จากรัฐที่ถูกกุมอำนาจโดยชนชั้นนำที่เป็นปฏิปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ราษฎรได้กลายมาเป็นประชาชนหรือพลเมือง

เมื่อประชาชนดิ้นรนต่อสู้จนได้อำนาจรัฐมาอยู่ในมือ แม้จะต้องใช้เวลาอีกนับทศวรรษกว่าประชาชนจะสามารถปลุกปั้นนักการเมืองที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ บรรดาเหล่าซากเดนของชนชั้นนำที่มักจะเกิดอาการหัวใจวายหรือฮีสทีเรียกำเริบขึ้นทุกครั้งที่เห็นว่าอำนาจทางการเมืองกำลังจะเป็นของปวงชนชาวไทยได้จริงๆ

อาการฮีสทีเรียที่ว่านี้จะไปทำลายศักยภาพในการใช้เหตุผลในการวิพากษ์วิจารณ์จนสิ้น เพราะเพียงเห็นหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากประชาชนร้องไห้ พวกเขาก็จะโกรธ เห็นหัวหน้ารัฐบาลของประชาชนหัวเราะพวกเขาก็จะโกรธ เห็นหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่งตัวดีพวกเขาก็จะโกรธ เห็นหัวหน้ารัฐบาลของประชาชนแต่งตัวแย่พวกเขาก็จะโกรธ

การวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขาไม่ได้เกิดจากความพอใจหรือไม่พอใจในผลงานแต่เกิดจากความไม่พอใจที่เห็นว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน

ความท้าทายของรัฐบาลนี้คือ นอกจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้ว รัฐบาลจะพิสูจน์ตนเองในฐานะของรัฐบาลที่มาจากประชาชนว่าจะมาสามารถเสนอพิมพ์เขียวของการพัฒนาประเทศที่มี “ประชาชน” ซึ่งมิใช่ “ราษฎร” อยู่ในแผนหรือไม่ ???

มติชนสุดสัปดาห์, 21 ตุลาคม 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1627

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: