Home > News and politics > ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ, สมชาย ปรีชาศิลปกุล

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

การวิพากษ์วิจารณ์ต่อมติของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการสั่งให้ชะลอการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มิได้เป็นเหตุการณ์ครั้งแรก

ซึ่งหลายฝ่ายมีท่าทีอย่างรุนแรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้ามกับจะพบว่าเหตุการณ์ในลักษณะทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

แม้อาจจะให้คำอธิบายว่าการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมาจากทางฝ่ายเสื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลมีความเห็นไปในทิศทางที่ไม่เป็นประโยชน์หรือขัดแย้งกับแนวทางของทางเสื้อแดง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปให้ความสนใจมากนัก ดูจะเป็นคำปลอบประโลมที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หากได้ติดตามกรณีการโต้แย้งที่เกิดขึ้นมาหลายครั้งจะพบว่าปมปัญหาสำคัญประการหนึ่งไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องของจุดยืนทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความมีมาตรฐานในเหตุผลของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นับตั้งแต่การวินิจฉัยกรณีคุณสมัคร สุนทรเวช ให้พ้นไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผลว่าเป็นลูกจ้างในการเป็นพิธีกรรายการทำกับข้าว ซึ่งมีข้อโต้แย้งอย่างกว้างขวางว่าไม่ได้สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่อธิบายถึงลักษณะของลูกจ้างตามกฎหมายจ้างแรงงานอันเป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ผู้มีความรู้เบื้องต้นทางกฎหมาย

การยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งถูกให้เหตุผลว่าการยื่นคำร้องไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาถึงความสมบูรณ์ในการยื่นคำร้องอย่างละเอียดลออ ทั้งในแง่ขั้นตอนและผู้ยื่นคำร้องว่าจะต้องดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกกระเบียดนิ้ว มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถรับคำร้องได้

แต่พอมาถึงกรณียื่นคำร้องร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ศาลรัฐธรรมนูญกับเปิดกว้าง แม้จนกระทั่งดูเหมือนว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจรองรับไว้อย่างชัดเจนก็ตาม

หรือแม้กระทั่งเรื่องฉาวโฉ่ที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ถูกชี้แจงต่อสาธารณะทั้งที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของสังคมที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก วิธีการในการเผชิญหน้ากับความยุ่งยากนี้ของศาลรัฐธรรมนูญคือ การปิดปากเงียบต่อสื่อมวลชนและปล่อยให้ทุกอย่างค่อยๆ เงียบลงโดยหวังว่าจะกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งไปในที่สุด

ความเห็นอันเป็นมติของเสียงส่วนใหญ่ในศาลรัฐธรรมนูญกรณีสั่งให้ชะลอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็เช่นกัน ทำให้เกิดคำถามที่ยากจะตอบได้ถึงอำนาจรองรับในทางรัฐธรรมนูญอย่างน้อยใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ผู้ยื่นคำร้อง เหตุของการยื่นที่ว่าด้วยการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และการสั่งให้ชะลอการพิจารณาในการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ

โดยที่ได้มีการโต้เถียงในประเด็นนี้อย่างกว้างขวางเกิดขึ้นแล้ว ประเด็นสำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นในที่นี้จึงไม่ใช่เรื่องสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น หรือเป็นปัญหาทางด้านความรู้ความสามารถเฉพาะตัวบุคคลของผู้ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในทรรศนะของผู้เขียนแล้วเห็นว่ามีปัจจัยที่สืบเนื่องมาจากโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญตามที่มีอยู่ในปัจจุบันมีส่วนต่อประเด็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้

ประเด็นสำคัญที่ควรต้องมีการตระหนักและรวมไปถึงการปรับแก้เพื่อจะทำศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่สาธารณะได้ในทุกครั้งที่มีการวินิจฉัยเกิดขึ้น มีเรื่องที่ต้องขบคิดอย่างน้อยใน 3 ประเด็น

ประการแรก ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ จำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่างๆ ที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันอยู่ในกลุ่มคนที่แคบและสามารถกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่มาจากสถาบันตุลาการ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในทางสังคมการเมือง (ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงเส้นสายทางการเมือง) จึงจะสามารถทำให้ตัดสินข้อพิพาทต่างๆ ได้บนหลักการและคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมได้อย่างแท้จริง

ประการที่สอง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ความเชื่อเรื่องตุลาการภิวัฒน์เป็นผลให้มีการเพิ่มอำนาจของสถาบันตุลาการอย่างมาก และหวังว่าจะเป็นสถาบันหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมไทยอันเนื่องมาจากการล้มละลายของสถาบันอื่นๆ จนไม่อาจเป็นฝากผีฝากไข้ไว้ได้

แต่ก็อย่างที่รับรู้กันว่าสถาบันตุลาการก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในทางการเมืองไปด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนถึงขอบเขตของสถาบันตุลาการในทางการเมืองว่าควรจะมีพื้นที่เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด เฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีบทบาทอย่างสำคัญในทางการเมือง

ประการที่สาม การควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญโดยสังคม อำนาจของสังคมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ มากกว่าการบิดเบี้ยวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

แม้จะมีกระบวนการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ แต่กระบวนการดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ยากมาก จะเห็นได้ว่าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงไม่ว่าข้าราชการประจำหรือการเมืองล้วนแต่ไม่สะดุ้งสะเทือนกับกระบวนการนี้มากเท่าไหร่

ต้องคิดถึงกระบวนการในการตรวจสอบหรือการสร้างความรับผิดจากการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญให้บังเกิดขึ้นในความเป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้มีการใช้หรือตีความรัฐธรรมนูญได้อย่างตามใจโดยไม่มีหลักกฎหมายที่ชัดเจนรองรับ

ศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการแก้ไขความขัดแย้งในทางการเมือง แต่ขณะเดียวกันหากศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ซึ่งสร้างความยอมรับถึงเหตุผลของการวินิจฉัยก็ย่อมสร้างปัญหาความขัดแย้งให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก

สิ่งที่ควรขบคิดก็คือการพยายามสร้างองค์กรศาลรัฐธรรมนูญให้สามารถปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการช่วยให้สังคมการเมืองไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างสงบ สันติ และด้วยความเป็นธรรมที่ทุกฝ่ายต่างยอมรับ

กรุงเทพธุรกิจ, 7 มิถุนายน 2555

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: